หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

เล่าเรื่องเมืองมหาสารคาม จากภาพของ Charles Keyes

ศาสตราจารย์ Charles Keyes เป็นนักมนุษยวิทยา ประจำภาควิชามานุษยวิทยา (Department of Anthropology) ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความสนใจในด้านมนุษยวิทยาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทยและเวียดนาม โดยได้เข้ามาเก็บข้อมูลที่มหาสารคาม โดยเฉพาะบ้านหนองตื่นและเมืองมหาสารคาม ในช่วงปี พ.ศ. 2507 (จากหลักฐานทางภาพถ่าย) พร้อมทั้งได้ถ่ายภาพบรรยากาศชีวิตของชาวบ้านในจังหวัดมหาสารคามในช่วงนั้นไว้ ซึ่งสะท้องให้เห็นวิถีชีวิตของคนอีสานและคนมหาสารคามได้เป็นอย่างดี งานสำรวจภาคสนามของเขาได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ ชื่อ “สังคมชนบทในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย” เป็นภาษาอังกฤษ
เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายของ Charles Keyes อาจสรุปว่าสภาพทั้วไปของเมืองมหาสารคามและชุมชนรอบเมืองมหาสารคามเป็นดังนี้
1.                           ทางด้านวัฒนธรรม ชาวมหาสารคามมีความเชื่อเรื่องพุทธศาสนาแบบชาวบ้าน คือยังมีการเชื่อ นับถือและประกอบพิธีกรรม เกี่ยวกับพุทธ พราหมณ์และผี ไปพร้อมๆกัน ภาพที่เกี่ยวข้องเช่น ภาพคายขันห้า ซึ่งใช้ถ้วยใส่น้ำ และมีก้านมะพร้าวคาดบนบากถ้วย และถ้วยนั้นตั้งอยู่บนถาดสังกะสี รอบๆถาดจะมีฝ้ายที่ผ่านกระบวนการทำเป็นเส้น และที่ยังเป็นดอกอยู่ โดยจะกองเป็นสี่ทิศ ซึ่งใช้ในการตั้งมุงคุน(มงคล)เรือน โยจะนิมนต์พระสงฆ์มาฉันอาหารที่บ้านและสวดเจริญพระพุทธมนต์ ซึ่งภาพนี้สามารถสะท้อนถึงการนำเอาความเชื่อทางด้านพราหมณ์และผี ผนวกเข้ากับพุทธได้เป็นอย่างดี , ความเชื่อในการอยู่กรรมของผู้หญิงหลังคลอดลูก โดยจะมีการนำฝ้ายมาผูก แขนและขาทั้งสองข้าง พร้อมทั้งคาดบ่า โดยมีความเชื่อว่าป้องกันภูตผีที่ได้กลิ่นคาวเลือดจะมาทำร้ายหรือเอาชีวิต , ความเชื่อในด้านโชคชะตา โดยมีการดูดวงโดยใช้ผืนผ้า เรียกว่า “หมอมอผืนผ้า” , การสะเดาะเคราะห์ โดยมีการทำกระทงกาบกล้วยทรงสี่เหลี่ยม ภายในใส่ขาวเหนียวดำ ข้าวเหนียวแดง ปลาร้า และขนมจีน แล้วจะมีการทำพิธีก่อนที่จะนำไปไว้ที่ใดที่หนึ่งตามที่พ่อหมอหรือคนทำพิธีบอก , ทางด้านพระพุทธศาสนา มีภาพที่แสดงถึงการทำพิธีกรรม คือ บุญผเวส ซื่งเชื่อว่าหากใครได้ฟังเทศในบุญนี้(เทศมหาชาติ) จะได้อานิสงส์มาก , มีการเชิญพระอุปคุตมารักษาความเรียบร้อยของงาน ไม่ให้มีมารมาผจญและงานนั้นๆเสร็จได้อย่างเรียบร้อย , ความเชื่อในความเคารพบรรพบุรุษที่ได้ล่วงลับไป ชาวมหาสารคามจะมีการ “ปั้นธาตุ” ก่อธาตุเพื่อเก็บกระดูกของบรรพบุรุษไว้กราบไหว้ , การนำศพไปป่าช้า ซึ่งสมัยนั้นไม่มีโลงศพจะต้องใช้สาด(เสื่อ)พันไป การล้างหน้าศพก็ต้องนำน้ำใส้กระบอกไม้ไผ่ไป
2.                           ด้านเกษตรกรรม ภาพที่ Charles Keyes ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ช่วงนั้น มีการปลูกข้าว (นาดำ) สังเกตจากตอฟางข้าวที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบ หลังจากการเก็บเกี่ยวจะมีการปลูกพืชสวนครัวต่างๆ เช่นแตง ต้นหอมในพื้นที่นา แต่ไม่ได้ปลูกมากเพราะปลูกไว้เฉพาะกินในครัวเรือนเท่านั้น และยังมีการหาอาหารทางธรรมชาติ กบ เขียด ในที่นาด้วย รวมทั้งมีการปลูกปอขายด้วย
3.                           อาชีพเสริม เห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงนี้ชาวบ้านมีการทำอาชีพเสริม เช่น การเล่นมายากล การปั้นหม้อขาย การแสดงละครลิง การนำสินค้าใหม่ๆ เช่นผงซักผ้า ยาต่างๆ รวมทั้งเริ่มมีการใช้จักรเย็บผ้าใช้กันแล้ว การแสดงหมอลำหมู่ ในเมืองมหาสารคามมีการปั่นสามล้อรับจ้าง และการตีมีด
4.                           พาหนพที่ใช้ ในช่วงนี้ยังมีการใช้เกวียนกันอยู่ ในเมืองมหาสารคามนั้นเริ่มมีรถโดยสาร “รถสองแถว” และรถจักรยานยนต์บ้าง แต่ไม่มากนัก ที่มากที่สุดก็คือจักรยาน
5.                           การบริการของรัฐ เมื่อมองจากภาพในช่วงนี้การบริการของรัฐยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองเป็นหลัก โยสังเกตจากถนน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ถนนและไฟฟ้าเป็นต้น ซึ่งถนนในเมืองมีคอนกรีตอย่างดี แต่ในหมู่บ้านเป็นแค่ทางเท้าเท่านั้น
6.                           การรับวัฒนธรรมจากภายนอก สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการแต่งกาย ในช่วงนี้การแต่งกายทั้งชายและหญิงเริ่มมีการสวมเสื้อเชิตและกางเกงมาก แต่ก็ยังมีการทอผ้า การใช้ผ้าพื้นเมืองอยู่ มีโรงสีข้าวแทนการตำข้าว
อาจสรุปได้ว่าในช่วงนี้ชาวอีสานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงคือเริ่มมีการปลูกพืชเศรษฐกิจ(ปอ) มีอาชีพเสริม สินค้าจากภายนอกเริ่มหลั่งไหลเข้าชุมชน จากการที่มีรถไฟมาถึงบ้านไผ่ในปี พ.ศ. 2475 ในด้านวัฒนธรรมของคนอีสานยังประกอบพิธีกรรมเหมือนเดิม แต่ชาวบ้านก็ยังมีชีวิตที่เรียบง่าย ส่วนในเมืองเริ่มพัฒนาการเป็นเมืองมากขึ้น เช่นมาการสร้างตึกด้วยซีเมนต์ แทนตึกติน แต่ตึกดินก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ในช่วงนี้
ดูภาพประกอบได้ที่นี่

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

คนจีนในมหาสารคาม พ.ศ. 2470 – 2503


จากการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนในจังหวัดมหาสารคาม ที่มีหลักฐานว่าตั้งก่อน ปี พ.ศ. 2475 แสดงให้เห็นว่าชาวจีนที่อพยพมาครั้งแรกน่าจะมาทางลาวและเวียดนามเป็นส่วนใหญ่ เพราะโอกาสที่จะมาจากกรุงเทพฯมีน้อย เพราะทางรถไฟสายอีสาน สร้างถึงสถานีบ้านไผ่ ในปี พ.ศ. 2475 จึงเป็นไปไม่ได้ว่าชาวจีนในมหาสารคามอพยพมาจากทางภาคกลางของไทยทั้งหมด แต่ได้มาการเข้ามาอยู่ก่อนแล้ว
การอพยพของชาวจีนในยุคแรก
เมื่อชาวจีนเข้ามายังเมืองมหาสารคามในยุคแรกนี้ ส่วนมากจะเป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาจากประเทศจีน ชาวจีนเหล่านี้ยังคงมีความผูกพันกับประเทศจีนของตนอยู่ ซึ่งจะเห็นได้จากการรวมกลุ่มกันเฉพาะในหมู่ของชาวจีน ชาวจีนที่เข้ามาก่อนหน้านี้จะช่วยเหลือชาวจีนที่เข้ามาอยู่ใหม่
 โดยส่วนมากจะเป็นคนจากหมู่บ้านเดียวกันเมื่อครั้งอยู่เมืองจีน อย่างที่จีนกาสี คหบดีจีนในร้อยเอ็ดช่วยเหลือจีนที่เข้ามาอยู่ใหม่โดยฝึกด้านการค้า สอนภาษาอีสานให้ เมื่อชายจีนใหม่คนนั้นสามารถจะแยกตัวได้แล้วก็สนับสนุนให้ไปเปิดร้านค้าของตนเอง โดยเป็นผู้ให้สินค้านำไปจำหน่ายก่อน ส่งเงินคืนทีหลัง เมื่อคนนั้นสมควรมีครอบครัว ก็เป็นผู้ใหญ่สู่ขอผู้หญิงที่เหมาะสมให้ เป็นต้น นี่คือการดูแล ช่วยเหลือชาวจีนที่เข้ามาอยู่ใหม่ โดยเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน จากการดูแลกันในกลุ่มชาวจีนนี้ ทำให้ชุมชนจีนมีความเหนียวแน่นและเป็นสิ่งดึงดูดให้ชาวจีนโพ้นทะเลอพยพเข้ามาอยู่ตลอดเวลาในช่วงที่รัฐบาลยังไม่กีดกันการเข้ามาของชาวจีน
การสร้างศาลเจ้า
จากการเกิดชุมชนจีนนำไปสู่การสร้างสิ่งเคารพบูชาเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจขึ้น และจากการ
เก็บข้อมูล จะได้ข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่ง คือ ถ้าชุมชนจีนที่ใดเข้มแข็งและมีคนจีนอยู่เป็นจำนวน
มาก สิ่งเคารพสักการะของชาวจีนโดยเฉพาะเทพเจ้าประจำท้องถิ่นในประเทศจีน อย่างปุนเถ่ากง-ม่า  จะ
นำมาจากประเทศจีน แต่ถ้าที่ใดคนจีนมีอยู่ไม่มาก สิ่งสักการะบูชาอย่างปุนเถ่ากง-ม่าที่คนจีนนับถือมา
ตลอดจะมาจากผีในท้องถิ่นซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนท้องถิ่นที่ให้ความเคารพ
อย่างในอำเภอเมืองร้อยเอ็ดและอำเภอเมืองมหาสารคามมีคนจีนอยู่มากกว่าในอำเภอรอบนอก
ในอำเภอเมืองมหาสารคาม มีศาลเจ้าก่อนปี พ.ศ.2470 เป็นลักษณะเหมือนกำแพงดินหลักเล็กๆ
เมื่ออำเภอรอบนอก (หมายถึง อำเภออื่นๆที่ไม่ใช่อำเภอเมือง) เติบโตจากการอพยพเข้าไปอยู่ของ
คนจีน เพราะต้องการเข้าถึงสินค้าท้องถิ่น ซึ่งหมายถึงของป่า ได้แก่ครั่ง เร่ว หนังสัตว์ เขาสัตว์ ข้าวเปลือก
ฯลฯ จากคนท้องถิ่น และสันนิษฐานว่าคนจีนเข้าสู่อำเภอรอบนอกไม่มากนัก จึงไม่สามารถรวมกลุ่มเพื่อ
อัญเชิญเทพเจ้าปุนเถ่ากง-ม่าจากประเทศจีน และสร้างศาลเจ้าเฉพาะของคนจีนขึ้นมาได้ และเท่าที่สังเกต
และสัมภาษณ์คนจีนได้ความว่าเทพเจ้าปุนเถ่ากง-ม่าที่คนจีนในอำเภอรอบนอกเคารพบูชาล้วนเป็นผีใน
ท้องถิ่นอีสานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผีปู่ตา หรือหลักเมือง
วิทยาการจากประเทศจีน
นอกจากเรื่องความเชื่อแล้ว เมื่อคนจีนเข้ามาในร้อยเอ็ดและมหาสารคาม คนจีนเหล่านี้ยังนำ
วิทยาการที่ตนเคยปฎิบัติเมื่อครั้งอยู่ในประเทศจีนเข้ามาใช้ในการดำรงชีวิตใหม่ในแผ่นดินไทยด้วย เช่นการ
ปลูกผักยกร่องสวน การนำผักจากประเทศจีนมาปลูก เช่นผักกาด คะน้า กวางตุ้ง ฯลฯ การใช้ปุ๋ยคอกในนา คนจีนกับการเข้ากับท้องถิ่น
- การพึ่งพาอาศัยกันของคนจีนและคนท้องถิ่น
เมื่อคนจีนเหล่านี้อพยพเข้ามา อาชีพในระยะเริ่มแรกคือการค้า โดยชาวจีนเหล่านี้จะนำสินค้าจาก
ในเมือง ได้แก่สบู่ ผ้าสี ด้าย เข็มเย็บผ้า น้ำมันก๊าด ไม้ขีดไฟ กระดานชนวน ดินสอหิน ไต้จุดไฟ เครื่องสังฆ
ภัณฑ์ ปลาทูเค็ม ผักดอง ผลไม้เค็ม จอบเสียม เป็นต้น นำไปแลกเปลี่ยนของป่ากับคนท้องถิ่นเพื่อนำส่ง
ขายต่อยังเมืองใหญ่ เช่นกรุเทพ นครราชสีมา บ้านไผ่ เป็นต้น จุดนี้ทำให้คนทั้ง 2 กลุ่มเริ่มรู้จักและคุ้นเคย
กัน และจากการสัมภาษณ์คนเฒ่าคนแก่ชาวจีนได้เล่าว่าในรุ่นพ่อแม่ของเขารู้จักสนิทสนมกับคนท้องถิ่น
มาก เพราะติดต่อค้าขายกันเป็นประจำ และเคยช่วยเหลือกันด้วย กล่าวคือ เมื่อคนท้องถิ่นเดือดร้อนจาก
การทำนา อันเนื่องมาจากฝนแล้ง หรือน้ำท่วมจะมีการยืมข้าวจากพ่อค้าจีนที่คุ้นเคยกัน ไปปลูกหรือไป
รับประทานก่อน และจะคืนข้าวเท่ากับจำนวนที่ยืม เมื่อสามารถปลูกข้าวในครั้งต่อไปได้
- การสานสัมพันธ์ระหว่างคนจีนกับผู้ปกครองในท้องถิ่น
คนจีนที่เข้ามาใน มหาสารคามบางคนเข้ามาเพราะถูกชักชวนจากเจ้าเมืองให้มาประกอบ
การค้าในอำเภอนั้น เช่นอำเภอวาปีปทุม ในขณะที่คนจีนส่วนมากอพยพมาจากประเทศจีนเพื่อหนีความอด
อยาก ทำให้ชาวจีนต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนสามารถดำรงชีวิตอยู่รอด และปลอดภัยในดินแดนใหม่ที่ตน
เข้ามาทำมาหากิน การสานสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจในท้องถิ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งหมายถึงความปลอดภัย
ความก้าวหน้า และสิทธิพิเศษอื่นๆของตนและกลุ่มด้วย
การสร้างสายสัมพันธ์กับผู้ปกครองของคนจีนมีหลายลักษณะ ได้แก่การแต่งงาน เช่นในจังหวัด
มหาสารคาม คหบดีจีนจากเมืองวาปีปทุม คือนายทองดี อัตถากร แต่งงานกับญาแม่แก้วประภา ภวภูตา
นนท์ ณ มหาสารคาม ซึ่งเป็นธิดาของพระเจริญราชเดช (อุ่น) เจ้าเมืองมหาสารคามคนที่ 312 จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาของเจ้าเมือง และได้รับการสนับสนุนจากเจ้าเมืองให้เป็นผู้ผูกขาดต้มเหล้า หรือกรณีจีนกาสี แซ่เซีย ได้บริจาคข้าว 1 เล้าแก่ทางการ จึงได้ปูนบำเน็จเป็นหลวงนุกูลกิจคดีจีน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ดูแลคนจีนในร้อยเอ็ดด้วยคนจีนในยุคนี้เป็นรุ่นจีนอพยพและเป็นรุ่นบุกเบิกทางการค้าและความสัมพันธ์กับท้องถิ่นรวมทั้งผู้ปกครองด้วย และสิ่งที่คนจีนในรุ่นนี้วางรากฐานไว้ ทำให้คนจีนในรุ่นต่อมาสามารถต่อยอดสร้างทุน สร้างฐานะที่มั่นคง และทำให้เมืองเติบโตในเวลาต่อมา
คนจีนอีสานกับชนบท สร้างทุนในการตั้งเมือง พ.ศ.2470-2503
2.1 การเติบโตทางเศรษฐกิจ
เมื่อธุรกิจค้าข้าวเปลือกขยายตัวมากขึ้น นำไปสู่การตั้งโรงสีข้าวของคนจีนขึ้นเอง พร้อมกับการ
ขยายเส้นทางรถไฟมาถึงขอนแก่น ในปี พ.ศ.2476 การสร้างถนนเชื่อมระหว่างอำเภอและจังหวัดเพื่อความ
สะดวกในการเดินทาง ทำให้ชาวจีนอพยพย้ายเข้าสู่อำเภอรอบนอกเพื่อสะดวกต่อการรับซื้อของป่ากับคน
ท้องถิ่น และย้ายออกในกรณีที่การค้าเบ็ดเตล็ดในอำเภอรอบนอกซบเซา เพราะคนท้องถิ่นนิยมมาซื้อสินค้า
ในเมืองแทน เช่นในปี พ.ศ.2479 มีรถประจำทางวิ่งระหว่างร้อยเอ็ด-กรุงเทพ, ร้อยเอ็ด-บ้านไผ่,ร้อยเอ็ด-
อุบล, ร้อยเอ็ด-สุวรรณภูมิ, ร้อยเอ็ด-วาปีปทุม เป็นต้น
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ธุรกิจค้าข้าวเปลือกซบเซา คนจีนเหล่านี้บางคนหันไปค้าของป่าชนิดอื่น
เช่นฝ้าย ปอ จนบางคนสามารถสะสมเงินทุนจากการค้าสินค้าเหล่านี้ได้ เช่นนายสงวน ศิริเกษมทรัพย์ ได้
เล่าว่าในอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม มีการซื้อขายปอกันมากตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 จนบางปีปอขาด
ตลาด พ่อค้าที่มีสินค้าก็สามารถขายปอได้ในราคาสูงถึงกก.ละ 1 บาท ในขณะที่ซื้อปอมา กก.ละ 5- 10
สตางค์ จึงทำให้พ่อค้าบางคนมีฐานะร่ำรวยจากการขายปอในปีนั้น อย่างประมาณปี พ.ศ.2501 บางคน
ร่ำรวย ได้เงินหลายแสนบาท ซึ่งสมัยนั้นนับว่ามาก เพราะความเฮง เนื่องจากช่วงนั้นราคาปอตกมาตลอด
พ่อค้าบางคนไม่กล้าเก็บปอไว้ในโกดังนาน จึงปล่อยขาดในขณะที่ราคาต่ำ แต่บางคนก็ไม่ขาย เมื่อมีคนขาย
ให้ในราคาต่ำมากๆก็ซื้อเก็บเอาไว้ ไม่มีใครรู้ว่าราคาจะขึ้นเมื่อไร พอปีต่อมา ราคาปอขึ้น และขึ้นอย่างเร็ว
เนื่องจากคนปลูกปอน้อยลง แต่ตลาดปีนั้นต้องการปอมาก พ่อค้าที่เก็บปอไว้มาก ก็ร่ำรวยภายในพริบตา
ชาวจีนประกอบธุรกิจการค้า สิ่งหนึ่งที่ให้ความสำคัญคือการขยายกิจการ โดยจะขยายกิจการตาม
ขนาดของครอบครัว ถ้าครอบครัวไหนมีลูกหลานมากก็ขยายกิจการมาก ถ้าลูกหลานน้อยก็ขยายเล็กน้อย
โดยการนำผลกำไรจากการค้ามาขยายกิจการ บางรายใช้แหล่งทุนข้างนอกมาขยายกิจการ กล่าวคือก่อนที่
จะมีธนาคารในอำเภอ การขยายกิจการโดยใช้ทุนข้างนอกจะมาจากการเล่นแชร์ และหวยของกลุ่มพ่อค้าจีน
ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญของคนจีนในสมัยนั้น อันนำไปสู่การขยายตัวของเมือง
2.2 การดำรงความเป็นจีน
จีนอีสาน เป็นชาวจีนรุ่นที่ 2 หรือลูกชาวจีนอพยพ ชาวจีนรุ่นนี้เกิดในเมืองไทยแต่ยังคงอยู่ในชุมชน
จีนจึงทำให้ยังคงผูกพันกับความเป็นจีนอยู่ ประกอบกับกฎหมายเรื่องสัญชาติ ที่ทั้งกฎหมายไทยและ
กฎหมายจีนต่างต้องการให้ลูกจีนสังกัดสัญชาติของตน เช่นพ.ร.บ.สัญชาติ ฉบับของรัฐบาลชิง ในปี พ.ศ.
2452 และ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2456 ที่ออกในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทำให้ลูก
จีนกลายเป็นบุคคล 2 สัญชาติ และต้องจงรักภักดีต่อทั้งสองแผ่นดิน ในขณะที่พ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นจีน
โดยการให้เรียนหนังสือจีน และรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประเทศจีนผ่านโรงเรียนจีน บางคนถูกส่งให้ไปเรียน
หนังสือจีนที่ประเทศจีน โดยไปอาศัยอยู่กับญาติที่นั่น ยิ่งทำให้ลูกจีนมีความผูกพันกับประเทศจีนมากยิ่งขึ้น
จนนำมาสู่การเกิดความรู้สึกชาตินิยม เมื่อจีนอีสานเห็นประเทศจีนได้รับความเดือดร้อน เช่นกรณีญี่ปุ่นบุก
จีน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดการคว่ำบาตรสินค้าญี่ปุ่นขึ้น หรือกรณีความขัดแย้ง
ภายในประเทศจีนระหว่างพรรคก๊กมินตั๋ง และพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน ได้ส่งผลให้ชาวจีนเกิดการ
แตกแยกกันตามกระแสการเมืองจีนด้วย ตัวอย่างในจังหวัดร้อยเอ็ดแบ่งเป็น 2 กลุ่มการเมือง คือกลุ่มฮั่ว
เคียวกงส้อ เป็นกลุ่มก๊กมินตั๋ง หรือกลุ่มนิยมนายพลเจียงไคเช็ค ซึ่งส่วนมากจะเป็นจีนสูงอายุหรือจีนเก่าใน
ร้อยเอ็ด กับกลุ่มฮั่วเคียวกงหวย เป็นกลุ่มนิยมเหมาเจ๋อตุง หรือกลุ่มนิยมคอมมิวนิสต์ พวกนี้จะเป็นพวกจีน
ใหม่ที่ย้ายมาจากกรุงเทพ แต่ในร้อยเอ็ดทั้ง 2 กลุ่มนี้ไม่เคยทะเลาะวิวาทกัน ต่างกลุ่มต่างทำกิจกรรมของ
ตน และแต่ละกลุ่มจะรู้ว่าใครอยู่กลุ่มไหนซึ่งจะไม่ติดต่อสัมพันธ์กันการดำรงความเป็นจีนอีกประการหนึ่งคือการกล้าแสดงอัตลักษณ์ความเป็นจีนเป็นครั้งแรก โดย
การจัดประเพณีงานงิ้วเพื่อสักการะบูชาเทพเจ้าปุนเถ่ากง-ม่า ในอำเภอเมืองจังหวัดมหาสารคามจัดประเพณีงานงิ้วเป็นครั้งแรก เมื่อ
ปี พ.ศ.2500 ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอำเภอที่ชาวจีนอยู่ และความรู้สึกถึงความ
เป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่นจึงกล้าแสดงอัตลักษณ์ของจีนออกมาก็ได้
2.3 ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งในท้องถิ่นของจีนอีสาน
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงกล่าวคือเปิดโอกาสให้
ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านและเมืองมากขึ้น โดยการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บริหารงาน
ในระดับชาติ และการเป็นสมาชิกสภาเทศบาล บริหารงานในระดับท้องถิ่น ซึ่ง
รัฐบาลให้สามัญชนมีสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้งและในการเป็นผู้แทนของราษฎร ปรากฏว่าลูกจีนตื่นตัว
ในการเข้าร่วมบริหารบ้านและเมืองในครั้งนี้มาก แต่กฎหมายไม่ได้เปิดทางให้ โดยระบุไว้ใน พ.ร.บ.การ
เลือกตั้ง พ.ศ.2494 ว่าคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้น สิ่งสำคัญคือ บิดาต้องมีสัญชาติไทย ซึ่ง
หมายถึงลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลที่พ่อแม่ยังถือใบต่างด้าว ไม่มีสิทธิในการเป็นผู้แทนราษฎร แต่ประเด็นนี้
ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาบริหารบ้านและเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นของลูกจีนเหล่านี้
เลย
นอกจากการได้เข้ามาบริหารบ้านและเมืองแล้วยังมีการสร้างเครือข่ายทางการเมืองเกิดขึ้นเป็นครั้ง
แรก โดยการสนับสนุนญาติพี่น้องให้เข้ามาเล่นการเมือง เช่นในกรณีจังหวัดมหาสารคาม ตระกูลอัตถากร
ได้แก่นายทองม้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม พ.ศ.2476-80,2481-2488 พี่ชายของนายบุญ
ช่วย อัตถากร นายกเทศมนตรี อ.เมือง มหาสารคาม พ.ศ.2485 และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 6 สมัย คือ
พ.ศ.2489, 2491, 2495, 2500, 2512 แล้วยังได้เกี่ยวดองกับตระกูลทองโรจน์ โดยเป็นเขยกับตระกูลอัตถา
กร กล่าวคือ นายฮวด ทองโรจน์ นายกเทศมนตรี 2 สมัย แต่งงานกับนางทุเรียน อัตถากร พี่สาวของนาย
ทองม้วน และนายบุญช่วย อัตถากร และนายเรืองยศ ทองโรจน์ หลานชายซึ่งเป็นลูกของนางทุเรียน ทอง
โรจน์ (อัตถากร) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปีพ.ศ.2495, 2500 ด้วย จากเครือข่ายทางการเมืองนี้ ทำให้
ตระกูลอัตถากรและทองโรจน์ มีอิทธิพลทางการเมืองในเมืองมหาสารคามในขณะนั้น
จีนอีสานยังคงผูกพันกับความเป็นจีนไม่ต่างกับรุ่นพ่อและแม่ แต่รุ่นนี้มีสัญญาณของการ
เปลี่ยนแปลงอยู่บ้างในลูกจีนบางกลุ่ม หลังจากที่รัฐเปิดโอกาสให้เข้ามาบริหารบ้านและเมือง และเมื่อถึงรุ่น
หลาน ความเป็นท้องถิ่นเริ่มมีมากขึ้น ประกอบกับรากฐานทางเศรษฐกิจก็เข้มแข็งขึ้น
จะเห็นได้ว่าชาวจีนที่อพยพมาก่อนได้เป็นผู้บุกเบิกในการเข้ามาอยู่ในพื้นที่เมืองมหาสารคาม และได้ถ่ายทอดศิลปวิทยาการต่างๆ รวมทั้งการพูดภาษาอีสานให้กับชาวจีนรุ่นใหม่ที่เกิดนทางเข้ามา และชาวจีนได้ผูกความสัมพันธ์กับผู้ปกครองเมือง เพื่อประโยชน์ทางการค้าด้วย ชาวจีนจึงมีความร่ำรวยและเป็นตระกูลที่มีฐานะดี และบางครั้ง ผู้ปกครองของมหาสารคามก็ยังเป็นลูกครึงจีน เนื่องจากมีการแต่งงานระหว่างชาวมหาสารคามกับชาวจีน

กำเนิดงานบุญเบิกฟ้าและงานกาชาดจังหวัดมหาสารคาม


ก่อนอื่นขอเริ่มต้นกันที่งานบุญเบิกฟ้า ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวอีสานปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ เนื่องจากชาวอีสานมีความเชื่อว่า เมื่อถึงเดือนสาม ขึ้นสามค่ำ ฟ้าจะไขประตูน้ำให้ตกลงสู่โลกมนุษย์ จึงให้คนทั้งปวงคอยสังเกตและฟังเสียงฟ้าร้องในวันนี้ ถ้ามีเสียงฟ้าร้องมาจากทิศใดก็จะทำนายลักษณะของฝนประจำปีของทิศนั้น คือ   
1.ทิศบูรพา(ทิศตะวันออก) มีครุฑเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูน้ำ ถ้าฟ้าร้องทิศนี้ฝนจะดี ข้าวกล้าในนาจะอุดมสมบูรณ์ คนทั้งปวงจะได้ทำบุญให้ทานอย่างเต็มที่
2.ทิศอาคเนย์(ทิศตะวันออกเฉียงใต้)  มีแมวเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูลม ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะน้อย นาแล้ง คนจะอดอยาก และเกิดโรคระบาด
3.ทิศทักษิณ(ทิศใต้)มีราชสีห์เป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูทอง ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะมาก น้ำจะท่วมข้าวกล้าในนาเสียหายถึงสองในห้าส่วน นาลุ่มเสีย นาดอนดี มีปูปลาอุดมสมบูรณ์
4.ทิศหรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) มีเสือเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูตะกั่วหรือประตูชิน ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะดี น้ำงามพอเหมาะ ผลหมากรากไม้อุดม ปูปลามีมาก ข้าวกล้าบริบูรณ์ ผู้คนมีความสุข
5.ทิศปัจจิมหรือทิศประจิม(ทิศตะวันตก)  มีนาคเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูเหล็ก ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะแล้ง น้ำน้อย ข้าวกล้าในนาแห้งตาย เสียหายหนัก
6.ทิศพายัพ (ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ) มีหนูเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูหินถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะตกปานกลาง ข้าวกล้าได้ผลกึ่งหนึ่ง เสียหายกึ่งหนึ่ง ปูปลามีน้อย คนจักป่วยไข้
7.ทิศอุดร (ทิศเหนือ) มีช้างเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูเงิน ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ ฝนจะดี ข้าวกล้าในนางอกงามดี คนมีสุขทั่วหน้า
8.ทิศอีสาน(ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) มีวัวเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูดิน ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ ฝนจะดีตลอดปี ข้าวกล้าในนาจะงอกงามสมบูรณ์ดี คนจะมีความสุขเกษมตลอดปีอย่างถ้วนหน้า




ตามตำราโบราณที่กล่าวไว้ว่า ในเดือนสามขึ้นสามค่ำนี้เช่นกัน ชาวอีสานเชื่อว่าเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวัน “กบบ่มีปาก นาคบ่มีฮูขี้”มายความว่าในวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 มีความอิ่มเต็มโดยอัตโนมัติ ซึ่งแม้แต่กบไม่ได้กินอะไรเลย ก็จะอิ่มทิพย์อิ่มเองโดยไม่ต้องกิน  ถ้าจะจับกบมาดูในวันนั้น(วันขึ้นสามค่ำเดือนสาม) จะเห็นว่าที่ปากของกบจะมีเยื่อบาง ๆ สีขาวปิดปากอยู่ แสดงว่ากบนั้นไม่ต้องกินอะไรเลยก็อิ่มเอง  และหากใครเอามะขามป้อมมาเคี้ยวกินในวันนั้น  มะขามป้อมซึ่งเดิมมีรสเปรี้ยว ก็จะมีรสหวานได้อย่างน่าอัศจรรย์
จึงถือว่าวันนี้เป็นฤกษ์สำคัญ ชาวนาในภาคอีสานและชาวนาในมหาสารคามต่างก็นำปุ๋ยคอกไปใสในที่นาของตน เพื่อให้ดินอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นประเพณีมาแต่เดิม ในการนำปุ๋ยคอกไปใส่ในที่นาในเดือนนี้ ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของชาวอีสาน เพราะปุ๋ยคอกนั้นต้องใช้ระยะเวลาในการย่อยนานถ้านำไปใส่ในตอนปลูกข้าวแล้ว จะทำให้ข้าวไม่ได้ดูดซึมปุ๋ยที่นำไปใส่ได้อย่างเต็มที่
ต่อมาได้จัดเป็ประเพณีทางราชการประจำปีของจังหวัดมหาสารคาม โดยมีนายผัน เสนีย์พัลย์ (มหาผัน เสนีย์พัลย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัย กรุงเทพมหานคร) ชาวบ้านแบก ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เป็นผู้ให้คำปรึกษาสำคัญแก่เกษตรอำเภอเชียงยืนเกี่ยวกับการเริ่มประเพณีบุญเบิกฟ้า สำหรับเป็นประเพณีของกลุ่มเกษตรกร โยจัดขึ้นที่บ้านแบก ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เมื่อปี พ.ศ. 2528 ทั้งนี้โดยความดำริของนายไสว พราหมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารครมในสมัยนั้น ที่จะหาแนวทางนำประเพณีโบราณของท้องถิ่นมาปรับเป็นแนวทางในการพัฒนาบ้านเมือง
จากตำนานไขฟ้าประตูน้ำดังกล่าวแล้ว ชาวมหาสารคามยังได้นำมาผนวกเข้ากัยแนวคิดและความเชื่อเรื่อง นางโภสพ ประยุกต์ให้เป็นงานประจำปีของจังหวัดมหาสารคาม โดยจัดในครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 ในสมัยที่ ดร.จินต์ วิภาตะกลัศ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด โดยผนวกเข้ากับงานกาชาด ตั้งชื่อว่า “งานบุญเบิกฟ้าและงานกาชาดจังหวัดมหาสารคาม
ส่วนความเป็นมาของการจัดงานกาชาดเกิดขึ้นจาก เมื่อสภากาชาดสยาม ได้รับการรับรอง เข้าเป็นสมาชิกของสันนิบาตสภากาชาดแล้ว ทางสันนิบาตสภากาชาดมีความเห็นว่าสภากาชาดแต่ละประเทศควรจะได้จัดงานเผยแพร่กิจการกาชาดให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง เพื่อให้เกิดความสามัคคี มีเมตตากรุณาต่อกันต่อไป คณะกรรมการเจ้าหน้าที่สภากาชาดสยามและคณะกรรมการที่ปรึกษา รวม 8 ท่าน มี จอมพล สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งดำรงตำแหน่งอุปนายกผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงเป็นประธาน ที่ประชุมได้มีมติร่วมกันให้จัดงานประจำปีของสภากาชาดสยามขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2465 – 8 เมษายน 2466 (ขณะนั้นเปลี่ยนพุทธศักราชในเดือนเมษายน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่กิจการของสภากาชาด
และชักชวนประชาชนให้มีส่วนร่วมในกิจการด้วยการเข้าเป็นสมาชิกของสภากาชาด เรียกว่า “ประชาสมาชิก” นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นงานรื่นเริงประจำปีต้อนรับบรรดาสมาชิกของสภากาชาด โดยเก็บค่าบำรุงคนละ 1 บาทต่อปี การจัดหาประชาสมาชิกนี้จัดให้มีขึ้นเพียงปีละครั้งเท่านั้น สถานที่จัดงานคือ สนามหลวง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานของเต้นท์อำนวยการสภากาชาดสยามในวันแรกของงาน
        งานกาชาดซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกนี้ เรียกชื่องานว่า “การรับประชาสมาชิก พ.ศ. 2466” ซึ่งประชาชนได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะสภากาชาดสยามได้เชิญชวน พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ สโมสร สมาคม และบริษัทห้างร้านต่างๆ แต่งรถเข้าร่วมแห่ เป็นกระบวนแห่รถไปตามถนนสายต่างๆ แล้วไปรวมกันอยู่ที่สนามหลวง จึงมีประชาชนออกมาดูกระบวนแห่ ทั้งตามรายทางและที่สนามหลวง เป็นโอกาสให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีทั้งอนุสมาชิกชายและหญิง นักเรียน ลูกเสือ ได้เข้าไปพบปะชักชวนประชาชนเข้าเป็นสมาชิก นอกจากนั้น ยังมีบางส่วนเดินไปตามวังตามบ้านเพื่อการชักชวนอีกด้วย
        การประชาสัมพันธ์ด้วยการออกเชิญชวนให้เข้าเป็นสมาชิกในครั้งนั้นได้ผลดี ช่วยให้ประชาชนรู้จักสภากาชาดสยามแพร่หลายขึ้น และมีผู้สมัครเข้าเป็นประชาสมาชิกในกรุงเทพฯ รวม 13,436 ราย
        งานกาชาดได้จัดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2467 เรียกชื่องานว่า “การแห่กาชาดและการรับประชาสมาชิก” การจัดงานคงดำเนินแบบเดียวกับปีแรก ในปีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรขบวนแห่ และพระราชทานรางวัลแก่รถยนต์ที่แห่เข้าร่วมขบวน มีประชาชนมาเที่ยวชมขบวนแห่และสมัครเป็นสมาชิกกันมากมาย
          หลังจากที่มีเหล่ากาชาดประจำจังหวัดจึงได้มีงานกาชาดประจำจังหวัดขึ้น โดยจังหวัดมหาสารคามเริ่มจัดในครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2532
อ้างอิง
คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ . วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์
     และภูมิปัญญา จังหวัดมหาสารคาม . กรุงเทพฯ : คุรุสภา , 2542 “
สำนักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฎมหาสารคาม . บุญเบิกฟ้าและงานกาชาดจังหวัดมหาสารคาม
      พ.ศ. 2532 . มหาสารคาม:อภิชาติการพิมพ์ , 2533 .
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/251898   สืบค้นวันที่ 23 มกราคม 2555
http://board.postjung.com/500128.html  สืบค้นวันที่ 23 มกราคม 2555

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

การมาเยือนจังหวัดมหาสารคามของฟรานซิส คริปส์

“เมื่อผมมาอยู่จังหวัดมหาสารคามครั้งแรก ผมแปลกใจว่าระบอบการปกครองของต่างจังหวัดในไทยดูคล้ายกับระบอบการปกครองที่ใช้ในอาณานิคมของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศษ ไม่เหมือนระบอบที่ใช้ในประเทศที่ปกครองตนเอง ทำให้รู้สึกว่าคนในเมืองหลวงจะมองต่างจังหวัดเป็นอาณานิคม”(สภาพอีสาน :11)
          เป็นคำกล่าวของฟรานซิส คริปส์ ที่กล่าวในปี พ.ศ. 2551 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของคนต่างชาติรุ่นใหม่ที่มองสังคมไทย และยังสะท้อนถึงมุงมองของคนกรุงเทพฯหรือคนเมืองหลวงในการมองคนต่างจังหวัด เช่น ในวันที่ฟรานซิส คริปส์ มาที่กระทรวงศึกษาธิการ เจ้าหน้าที่ที่กระทรวงบอกกับ ฟรานซิส คริปส์ ว่า จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเขาเล่ากันว่าไกลมาก กันดารมาก ลำบากมาก บางคนพูดเสียงน่ากลัวว่า ยังกับทะเลทราย ล้าหลังที่สุดในประเทศ (สภาพอีสาน : 28)
          ฟรานซิส คริปส์ อาสาสมัครชาวอังกฤษถูกส่งไปสอนที่โรงเรียนฝึกหัดครูมหาสารคาม ในปี พ.ศ. 2504ซึ่งได้พบเห็นสภาพท้องถิ่น บ้านช่อง ไร่นา การทำมาหากิน ตลอดจนความเป็นอยู่ของผู้คนในหลายจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดมหาสารคาม และสะท้อนสภาพท้องที่อีสานและจังหวัดมหาสารคามได้เป็นอย่างดี เขามองมหาสารคามว่า”แม้จะเป็นจังหวัด แต่มหาสารคามก็เป็นเมืองเล็ก ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างสงบเงียบ เหมือนตามบ้านนอกทั่วไป จะว่าไปแล้วชาวเมืองที่แท้จริง เห็นจะได้แก่พ่อค้าแม่ค้า ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ในถิ่นห้องแถวธุรกิจนั้นเอง สำหรับคนอื่นๆรวมทั้งข้าราชการด้วย ส่วนมากอยู่กันตามบ้านเรือนยกเสาสูงแบบชนบท ในท่ามกลางหมู่ไม้ซึ่งแตกดอกออกผลให้ได้เก็บกินตามฤดูกาล  อาชีพของชาวมหาสารคามคือทำนา นอกจากนั้นจะมีการปลูกปอบ้าง ดังที่สคลิปส์ถ้าคุพนมว่า ปีนี้เขาปลูกปอกันมากไหม ทำไมไม่ตั้งสหกรณ์ และมหาสารคามเห็นจะไม่มีรถมากนักเป็นแน่ เพราะป้ายรถแลนด์โรเวอร์ของเรานั้นหมายเลข มค.0001  
          ในด้านความเชื่อ ช่วงนี้ชาวมหาสารคามโดยเฉพาะนักศึกษาในวิทยาลัยการศึกษา กลัวกันมาก จนอยู่คนเดียวไม่ได้ และมีการถามสคลิปส์ว่านอนคนเดียวไม่กลัวหรอ แสดงให้เห็นมิติความเชื่อเรื่องผีในสังคมเมืองมหาสารคาม ซึ่งสืบเนื่องมาจากความเชื่อที่นักศึกษาเหล่านั้นมีอยู่แล้วเมื่อยังอยู่ที่บ้าน หรือที่เรียกว่าความเชื่อทางจิตวิญญาณ มีพิธีกรรมมากมายที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับจิตวิญญาณ เช่น การเป่าแคนเพื่อติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติหรือผี แม้กระทั้งการบายศรีสู่ขวัญ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้จิตใจผ่องแผ้วมั่นคง ร่างกายที่เจ็บไข้ไม่ปกติจะฟื้นคืนมาและยังมีการกล่าวถึงการนิยมแขวนพระเครื่องของคนอีสานสำหรับคุ้มครองและป้องกันตัว หรือนำมาซึ่งโชคลาภ และยังมีความเชื่อว่าถ้าได้นำพระเครื่องใส่ลงในบาตรเวลาที่มีการอุปสมบทจะทำให้พระเครื่องมีพุทธานุภาพมากขึ้นด้วย
          ส่วนในเรื่องการคมนาคมในสมัยนี้ งานเขียนของสคลิปส์แสดงให้เห็นว่าเมืองมหาสารคามและเมืองใกล้เคียงนั้นยังมีการคมนาคมที่ล้าหลังมาก ยังไม่มีการลาดคอนกรีต เช่นทางบอบือ-บ้านไผ่ , มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด ส่วนในเรื่องไฟฟ้านั้นมีบ้างแล้วแต่ก็ยังมีการใช้ตะเกียงกันอยู่
          ทัศนคติของสคลิปส์มองมหาสารคามในเรื่องอาหารเขามองว่าเป็นอะไรที่ไม่น่ากินเลย บางอย่างขม บางอย่างเคม บางอย่างเปรี้ยว บางอย่างเผ็ด ซึ่งเป็นปกติของชาวต่างชาติที่มาอยู่เมืองไทย แม้ในปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่
          นอกจากนี้เขายังได้เดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เมื่อเขามาเยื่อนภาคอีสานครั้งที่ 2 เช่น กาฬสินธุ์ เขื่อนลำปาว กุฉินารายณ์ จตุรพักตรพิมาน รวมทั้งเมืองท่าขอนยางที่มหาสารคามด้วย ซึ้นพื้นที่ต่างๆที่เขาได้ท่องเที่ยวไปเขาก็จะถามถึงประวัติบ้านเมืองและสิ่งที่เขาสงสัย รวมทั้งวิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่นไว้อย่างดี

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

ลั่นทม , จำปา , ลีลาวดี ดอกไม้ประจำจังหวัดมหาสารคามกับเรื่องราวในพระพุทธศาสนา

ดอกลั่นทม , จำปา หรือ ลีลาวดี มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Plumeria ssp. ในวงศ์ APOCYNACEAE ชื่อสามัญ Frangipani มีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง เปลือกลำต้นหนา กิ่งอ่อนดูอมน้ำ มียางสีขาวเหมือนนม ใบรีใหญ่สีเขียว ออกดอกทีละหลายดอก หนึ่งดอกมี4-5กลีบ มีหลายสีซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดและสายพันธุ์ แต่ของจังหวัดมหาสารคามมีสีขาว ต้นไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดที่อเมริกาใต้
ความเชื่อเรื่องดอกไม้ชนิดนี้ในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน โดย Alice Getty สันนิษฐานว่าเป็นส่วนประกอบของลักษณะของพระพุทธเจ้าที่จะลงมาตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อไป ต่อจากพระโคตมพุทธเจ้า นั้นคือพระศรีอาริยเมตไตย ลักษณะนั้นคือ จะต้องมีรูปสถูปปรากฎบนชฎามงกุฎ หรือด้านหน้าของมวยผม และแผ่นผ้ากุฎิสูตรพันอยู่รอบเอว ผูกเป็นบมอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง ส่วนมากจะเป็นข้างซ้าย มีชายห้อยลงมา
อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์ที่ปรากฏบนมวยผมอาจจะไม่ใช่สถูปเสมอไป เพราะบางครั้งเครื่องประดับบนศรีษะจะเป็นลักษณะของผ้าโพกศรีษะ และมีดอกไม้ประดับอยู่ที่ผ้าโพกศรีษะด้วย โดยเฉพาะดอกไม้นั้นจะอยู่ข้างหน้าของผ้าโพกศรีษะเสมอ ดอกไม้ที่ปรากฏอยู่บนผ้าโพกศรีษะหรือบนเครื่องประดับบนศรีษะของพระศรีอาริยเมตไตรนั้นหมายถึงดอก “นาคเกษร” หรือ “ดอกจำปา” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระศรีอาริยเมตไตร กับยังหมายถึงต้นไม้ที่พระศรีอาริยเมตไตรจะลงมาตรัสรู้ก็ได้
ตามคติความเชื่อของพระพุทธศาสนา เชื่อว่าถ้าพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระองค์ใดที่ตรัสรู้ใต้ต้นไม้ชนิดใด ต้นไม้นั้นจะถูกเรียกว่าต้นโพธิ์ หซึ่งมหายถึงต้นไม้แห่งปัญญา เมื่อสิ้นสมัยพุทธศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้า คือ 5,000 ปีหลังเสด็จปรินิพพาน
ส่วนในความเชื่อของพระพุทธศาสนานิกายหินยาน เชื่อว่า ในสมัยพุทธกาล พระศรีอริยเมตไตรได้มาประสูติเป็นพระโอรสของพรเจ้าอชาติศัตรู กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ กับนางกาญจนมเหสี พระราชโอรสพระองค์นั้นพระนามว่า “อชิตะ” เมื่อพระอชิตะเจริญพระชันษาพระองค์ทรงสนพระทัยใฝ่ในเรื่องพุทธศาสนามาก โดยเสด็จเข้าเฝ้าองค์สมัมาสัมพุทธเจ้าและทรงสนทนาธรรมอยู่เสมอๆ กับทรงปฏิบัติธรรมอยู่เป็นนิจ เมื่อพระองค์ทรงเบื่อหน่ายในเพศฆราวาสจึงเสด็จออกผนวช
เมื่อพระองค์เสด็จออกบวชแล้วก็ตั้งใจศึกษาธรรมจากพุทธพจน์เป็นอย่างดี มีสติปัญญาล้ำเลิศสามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้ แต่ก็ไม่ได้บรรลุ ด้วยพระองค์ไม่ปรารถนาที่จะเป็นเพียงสาวกเท่านั้น แต่พระองค์ปรารถนาที่จะตรัสรู้เป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า หากพระองค์บรรลุมรรคผลเสียแต่แรก ก็นับว่าเป็นการปิดโอกาส พุทธภาวะที่ปรารถนาก็จะไม่สำเร็จ
นอกจากนี้ในคัมภีร์หินยานยังได้กล่าวถึงพุทธทำนาย ในการกำเนิดพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป โดยพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า  “ในภัทรกัปป์นี้ พระอชิตะจักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตร ในอนาคตกาลต่อจากตถาคต”
นอกจากนี้ชื่อที่เรียกดอกจำปา หรือ ลั่นทม ที่ตั้งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ คือลีลาวดี ยังมีความหมายทางพระศาสนา โดยเป็นการอิงเรื่องราวความรักต่างชนชั้นของหญิงที่ชื่อลีลาวดีกับเรวตะที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลอีกด้วย
อาจกล่าวได้ว่า ดอกลั่นทม , จำปา หรือลีลาวดี ที่จังหวัดมหาสารคามนำมาใช้เป็นดอกไม้ประจำจังหวัด เป็นดอกไม้ที่สำคัญในทางพระพุทธศาสนา ทั้งในนิกายมหายานและหินยานทั้งสิ้น
                 

ความเชื่อเรื่องการสร้างพระพิมพ์นาดูนของคนในสมัยทวารวดี

ศิลปะเป็นสิ่งที่สื่อให้เห็นอัตลักษณ์หรือความเป็นตัวตนของคนกลุ่มนั้นๆ ที่สร้างศิลปะชิ้นใดชิ้นหนึ่งขึ้นมา เมื่อคนกลุ่มนั้นๆมีการนับถือธรรมชาติหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ พวกเขาก็จะสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของพระเจ้าที่เขานับถือหรือเป็นสิ่งที่ถวายแด่พระเจ้า ในพุทธศาสนาเองก็เช่นเดียวกัน มีการสร้างพลังศรัทธาออกมาเป็นงานศิลปะที่ใช้เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า และศิลปะที่นำเสนอผ่านพุทธศาสนาในแต่ละยุค แต่ละสมัยก็มีความแตกต่างกันออกไปตามที่อยู่อาศัยของคนแต่ละกลุ่ม
          ในสมัยทวารวดี ซึ่งเป็นอาณาจักรแรกของไทยที่พบร่องรอยการสร้างบ้านแปงเมืองอย่างมีแบบแผน คือ รู้จักการสร้างคูน้ำคันดินไว้เพื่อใช้ในการเกษตร มีระบบผังเมืองเป็นอาณาจักรแรก ซึ่งเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 12 ลงมาถึง ศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันร่องรอยเมืองโบราณ รวมทั้งศิลปโบราณ วัตถุสถานและจารึกต่างๆในสมัยทวารวดีนี้ พบเพิ่มขึ้นอีกมากมาย และที่สำคัญได้พบกระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศไทยโดยไม่มีหลักฐานของการแผ่อำนาจทางการเมืองจากจุดศูนย์กลางเฉกเช่นรูปแบบการปกครองแบบอาณาจักรทั่วไป เช่น ภาคเหนือ  ที่จังหวัดลำพูน อำเภอสวรรคโลก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  พบเกือบทุกจังหวัด ,ภาคตะวันออก  ที่จังหวัดปราจีนบุรี และ จังหวัดสระแก้ว,ภาคใต้  ที่จังหวัดปัตตานี ,ภาคกลาง  กระจายอยู่ตามลุ่มแม่น้ำสำคัญต่างๆ เช่น แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา
จากการศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศพบเมืองโบราณสมัยนี้ถึง 63 เมืองด้วยกัน นอกจากนี้จากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดียังพบว่าเมืองโบราณแทบทุกแห่งจะมีลักษณะของการต่อเนื่องทางวัฒนธรรมจากชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พัฒนาการขึ้นมาสู่ช่วงสมัยทวารวดี เมื่อมีการติดต่อกับอารยธรรมอินเดีย
ดังนั้นทฤษฎีของนักวิชาการรุ่นก่อนโดยเฉพาะความเชื่อเรื่องรูปแบบการปกครองแบบอาณาจักร และเมืองศูนย์กลางจึงเปลี่ยนไป ว่าน่าจะอยู่ในขั้นตอนของเมืองก่อนรัฐ(Proto-State)ในรูปของเมืองเบ็ดเสร็จหรือเมืองที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์ในตัวเองทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความเชื่อศาสนา หากจะมีอำนาจทางการเมืองก็หมายถึงมีอำนาจเหนือเมืองบริวารหรือชุมชนหมู่บ้านรอบๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น เมืองใหญ่เหล่านี้แต่ละเมืองจะมีอิสระต่อกัน และเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กันเพราะผลจากการติดต่อค้าขายและรับวัฒนธรรมจากอินเดียโดยเฉพาะทางด้านศาสนาพุทธแบบหินยาน รวมทั้งภาษา และรูปแบบศิลปกรรมแบบเดียวกัน

เมืองทวารวดีในภาคอีสานและจังหวัดมหาสารคามก็มีลักษณะเช่นเดียวกับเมืองทวารวดีในที่อื่น แต่มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไป คือมีการรับความเชื่อพุทธแบบทวารวดีหรือพุทธแบบหินยาน มาผนวกกับคาวมเชื่อดั้งเดิม คือผี เช่นจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบอยู่หลายจังหวัดในภาคอีสาน คือลัทธิหินตั้ง ซึ่งหินตั้งได้ถูกใช้ในพิธีกรรมของคนอีสานก่อนที่จะรับพุทธศาสนาแบบหินยานเข้ามา โดยจะใช้เป็นสัญลักษณ์ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ที่ประกอบพิธีกรรมหรือที่ฝังศพ เป็นต้น เมื่อรับพุทธศาสนาแบบหินยานเข้ามา ชาวอีสานและชาวมหาสารคามก็ยังนำเอาลัทธิหินตั้งเดิมมาปรับใช้ในพระพุทธศาสนา แล้วเรียกใหม่ว่า เสมา ซึ่งความเชื่อของคนในปัจจุบันที่มีการปักใบเสมารอบพระอุโบสถ ก็มาจากความเชื่อของคนตั้งแต่สมัยทวารวดีแล้ว
โบราณสถานแทบทั้งหมดใช้อิฐเป็นวัสดุหลักในก่อสร้าง อาจมีการใช้ศิลาแลงบ้างแต่ไม่ใช้หินก่อสร้างเลย อิฐเผาอย่างดีไส้สุกตลอด เนื้ออิฐแข็งพอสมควร ส่วนยาวจะเท่ากับสองเท่าของความกว้าง ส่วนกว้างเป็นสองเท่าของความหนา อิฐมีขนาดใหญ่ ขนาด 32x16x8 เซนติเมตรขึ้นไป ผสมแกลบมาก เป็นแกลบข้าวเหนียวปลูก
การก่อใช้อิฐทั้งก้อน ไม่ขัดผิวแต่ก็ประณีต รอยต่ออิฐแนบสนิท สอด้วยดินบางๆ เป็นส่วนผสมของดินเหนียวละเอียด ผสมกับวัสดุยางไม้หรือน้ำอ้อย จนเหนียวคล้ายกาว ทำให้อิฐจับกันแน่นสนิทเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงถากเป็นลวดลาย แล้วปั้นปูนประดับ เนื่องจากสังคมทวารวดียอมรับพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทจากอินเดียเป็นหลัก (พบหลักฐานเนื่องในศาสนาฮินดูด้วยแต่ไม่มากนัก) ทำให้สังคมทวารวดีโดยทั่วไปเป็นสังคมพุทธ ดังนั้นอาคารโบราสถานทั้งหลายจึงเป็นพุทธสถานแทบทั้งสิ้น โบราณสถานเหล่านี้แสดงอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะ และหลังคุปตะ และปาละเสนะตามลำดับ แต่ได้ดัดแปลงผสมผสานให้เข้ากับลักษณะท้องถิ่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน
ในส่วนของพระพิมพ์ทวารวดีที่ขุดพบในท้องที่มหาสารคามนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทราบว่าคนในสมัยนั้นเขามีความเชื่ออย่างไร เช่นการสร้างพระแผง ทำให้เราทราบว่าคนในสมัยนั้นมีความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้มีพระองค์เดียว นอกจากนี้การที่พบสถูปในพระแผง ซึ่งเรียกว่า หม้อปูรณคตะ ส่วนมากจะมี 4 องค์ ซึ่งแสดงว่ามีพระพุทธเจ้าที่เกิดขึ้นบนโลกแล้ว 4 พระองค์ นอกจากนี้ยังมีการสร้างพระที่มีความเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ ได้แก่ พระนาคปรก พระพิมพ์ปางปฐมเทศนา พระพิมพ์ปางประทานพร เป็นต้น
อาจกล่าวได้ว่า กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในมหาสารคามในพุทธศตวรรษที่ 12-16 มีความเชื่อทางพระพุทธศาสนาทั้งแบบเถรวาทและแบบมหายาน รวมทั้งมีการผนวกความเชื่อเดิมของตนเข้ากับความเชื่อใหม่ด้วยจนมีลักษณะเฉพาะของตน เช่น ใบเสมา เป็นต้น