หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

กำเนิดงานบุญเบิกฟ้าและงานกาชาดจังหวัดมหาสารคาม


ก่อนอื่นขอเริ่มต้นกันที่งานบุญเบิกฟ้า ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวอีสานปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ เนื่องจากชาวอีสานมีความเชื่อว่า เมื่อถึงเดือนสาม ขึ้นสามค่ำ ฟ้าจะไขประตูน้ำให้ตกลงสู่โลกมนุษย์ จึงให้คนทั้งปวงคอยสังเกตและฟังเสียงฟ้าร้องในวันนี้ ถ้ามีเสียงฟ้าร้องมาจากทิศใดก็จะทำนายลักษณะของฝนประจำปีของทิศนั้น คือ   
1.ทิศบูรพา(ทิศตะวันออก) มีครุฑเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูน้ำ ถ้าฟ้าร้องทิศนี้ฝนจะดี ข้าวกล้าในนาจะอุดมสมบูรณ์ คนทั้งปวงจะได้ทำบุญให้ทานอย่างเต็มที่
2.ทิศอาคเนย์(ทิศตะวันออกเฉียงใต้)  มีแมวเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูลม ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะน้อย นาแล้ง คนจะอดอยาก และเกิดโรคระบาด
3.ทิศทักษิณ(ทิศใต้)มีราชสีห์เป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูทอง ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะมาก น้ำจะท่วมข้าวกล้าในนาเสียหายถึงสองในห้าส่วน นาลุ่มเสีย นาดอนดี มีปูปลาอุดมสมบูรณ์
4.ทิศหรดี(ทิศตะวันตกเฉียงใต้) มีเสือเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูตะกั่วหรือประตูชิน ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะดี น้ำงามพอเหมาะ ผลหมากรากไม้อุดม ปูปลามีมาก ข้าวกล้าบริบูรณ์ ผู้คนมีความสุข
5.ทิศปัจจิมหรือทิศประจิม(ทิศตะวันตก)  มีนาคเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูเหล็ก ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะแล้ง น้ำน้อย ข้าวกล้าในนาแห้งตาย เสียหายหนัก
6.ทิศพายัพ (ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ) มีหนูเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูหินถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะตกปานกลาง ข้าวกล้าได้ผลกึ่งหนึ่ง เสียหายกึ่งหนึ่ง ปูปลามีน้อย คนจักป่วยไข้
7.ทิศอุดร (ทิศเหนือ) มีช้างเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูเงิน ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ ฝนจะดี ข้าวกล้าในนางอกงามดี คนมีสุขทั่วหน้า
8.ทิศอีสาน(ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) มีวัวเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูดิน ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ ฝนจะดีตลอดปี ข้าวกล้าในนาจะงอกงามสมบูรณ์ดี คนจะมีความสุขเกษมตลอดปีอย่างถ้วนหน้า




ตามตำราโบราณที่กล่าวไว้ว่า ในเดือนสามขึ้นสามค่ำนี้เช่นกัน ชาวอีสานเชื่อว่าเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวัน “กบบ่มีปาก นาคบ่มีฮูขี้”มายความว่าในวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 มีความอิ่มเต็มโดยอัตโนมัติ ซึ่งแม้แต่กบไม่ได้กินอะไรเลย ก็จะอิ่มทิพย์อิ่มเองโดยไม่ต้องกิน  ถ้าจะจับกบมาดูในวันนั้น(วันขึ้นสามค่ำเดือนสาม) จะเห็นว่าที่ปากของกบจะมีเยื่อบาง ๆ สีขาวปิดปากอยู่ แสดงว่ากบนั้นไม่ต้องกินอะไรเลยก็อิ่มเอง  และหากใครเอามะขามป้อมมาเคี้ยวกินในวันนั้น  มะขามป้อมซึ่งเดิมมีรสเปรี้ยว ก็จะมีรสหวานได้อย่างน่าอัศจรรย์
จึงถือว่าวันนี้เป็นฤกษ์สำคัญ ชาวนาในภาคอีสานและชาวนาในมหาสารคามต่างก็นำปุ๋ยคอกไปใสในที่นาของตน เพื่อให้ดินอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นประเพณีมาแต่เดิม ในการนำปุ๋ยคอกไปใส่ในที่นาในเดือนนี้ ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของชาวอีสาน เพราะปุ๋ยคอกนั้นต้องใช้ระยะเวลาในการย่อยนานถ้านำไปใส่ในตอนปลูกข้าวแล้ว จะทำให้ข้าวไม่ได้ดูดซึมปุ๋ยที่นำไปใส่ได้อย่างเต็มที่
ต่อมาได้จัดเป็ประเพณีทางราชการประจำปีของจังหวัดมหาสารคาม โดยมีนายผัน เสนีย์พัลย์ (มหาผัน เสนีย์พัลย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัย กรุงเทพมหานคร) ชาวบ้านแบก ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เป็นผู้ให้คำปรึกษาสำคัญแก่เกษตรอำเภอเชียงยืนเกี่ยวกับการเริ่มประเพณีบุญเบิกฟ้า สำหรับเป็นประเพณีของกลุ่มเกษตรกร โยจัดขึ้นที่บ้านแบก ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เมื่อปี พ.ศ. 2528 ทั้งนี้โดยความดำริของนายไสว พราหมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารครมในสมัยนั้น ที่จะหาแนวทางนำประเพณีโบราณของท้องถิ่นมาปรับเป็นแนวทางในการพัฒนาบ้านเมือง
จากตำนานไขฟ้าประตูน้ำดังกล่าวแล้ว ชาวมหาสารคามยังได้นำมาผนวกเข้ากัยแนวคิดและความเชื่อเรื่อง นางโภสพ ประยุกต์ให้เป็นงานประจำปีของจังหวัดมหาสารคาม โดยจัดในครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 ในสมัยที่ ดร.จินต์ วิภาตะกลัศ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด โดยผนวกเข้ากับงานกาชาด ตั้งชื่อว่า “งานบุญเบิกฟ้าและงานกาชาดจังหวัดมหาสารคาม
ส่วนความเป็นมาของการจัดงานกาชาดเกิดขึ้นจาก เมื่อสภากาชาดสยาม ได้รับการรับรอง เข้าเป็นสมาชิกของสันนิบาตสภากาชาดแล้ว ทางสันนิบาตสภากาชาดมีความเห็นว่าสภากาชาดแต่ละประเทศควรจะได้จัดงานเผยแพร่กิจการกาชาดให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง เพื่อให้เกิดความสามัคคี มีเมตตากรุณาต่อกันต่อไป คณะกรรมการเจ้าหน้าที่สภากาชาดสยามและคณะกรรมการที่ปรึกษา รวม 8 ท่าน มี จอมพล สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งดำรงตำแหน่งอุปนายกผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงเป็นประธาน ที่ประชุมได้มีมติร่วมกันให้จัดงานประจำปีของสภากาชาดสยามขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 24658 เมษายน 2466 (ขณะนั้นเปลี่ยนพุทธศักราชในเดือนเมษายน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่กิจการของสภากาชาด
และชักชวนประชาชนให้มีส่วนร่วมในกิจการด้วยการเข้าเป็นสมาชิกของสภากาชาด เรียกว่า ประชาสมาชิกนอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นงานรื่นเริงประจำปีต้อนรับบรรดาสมาชิกของสภากาชาด โดยเก็บค่าบำรุงคนละ 1 บาทต่อปี การจัดหาประชาสมาชิกนี้จัดให้มีขึ้นเพียงปีละครั้งเท่านั้น สถานที่จัดงานคือ สนามหลวง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานของเต้นท์อำนวยการสภากาชาดสยามในวันแรกของงาน
        งานกาชาดซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกนี้ เรียกชื่องานว่า การรับประชาสมาชิก พ.ศ. 2466ซึ่งประชาชนได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะสภากาชาดสยามได้เชิญชวน พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ สโมสร สมาคม และบริษัทห้างร้านต่างๆ แต่งรถเข้าร่วมแห่ เป็นกระบวนแห่รถไปตามถนนสายต่างๆ แล้วไปรวมกันอยู่ที่สนามหลวง จึงมีประชาชนออกมาดูกระบวนแห่ ทั้งตามรายทางและที่สนามหลวง เป็นโอกาสให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีทั้งอนุสมาชิกชายและหญิง นักเรียน ลูกเสือ ได้เข้าไปพบปะชักชวนประชาชนเข้าเป็นสมาชิก นอกจากนั้น ยังมีบางส่วนเดินไปตามวังตามบ้านเพื่อการชักชวนอีกด้วย
        การประชาสัมพันธ์ด้วยการออกเชิญชวนให้เข้าเป็นสมาชิกในครั้งนั้นได้ผลดี ช่วยให้ประชาชนรู้จักสภากาชาดสยามแพร่หลายขึ้น และมีผู้สมัครเข้าเป็นประชาสมาชิกในกรุงเทพฯ รวม 13,436 ราย
        งานกาชาดได้จัดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2467 เรียกชื่องานว่า การแห่กาชาดและการรับประชาสมาชิกการจัดงานคงดำเนินแบบเดียวกับปีแรก ในปีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรขบวนแห่ และพระราชทานรางวัลแก่รถยนต์ที่แห่เข้าร่วมขบวน มีประชาชนมาเที่ยวชมขบวนแห่และสมัครเป็นสมาชิกกันมากมาย
          หลังจากที่มีเหล่ากาชาดประจำจังหวัดจึงได้มีงานกาชาดประจำจังหวัดขึ้น โดยจังหวัดมหาสารคามเริ่มจัดในครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2532
อ้างอิง
คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ . วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์
     และภูมิปัญญา จังหวัดมหาสารคาม . กรุงเทพฯ : คุรุสภา , 2542 “
สำนักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฎมหาสารคาม . บุญเบิกฟ้าและงานกาชาดจังหวัดมหาสารคาม
      พ.ศ. 2532 . มหาสารคาม:อภิชาติการพิมพ์ , 2533 .
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/251898   สืบค้นวันที่ 23 มกราคม 2555
http://board.postjung.com/500128.html  สืบค้นวันที่ 23 มกราคม 2555

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

การมาเยือนจังหวัดมหาสารคามของฟรานซิส คริปส์

“เมื่อผมมาอยู่จังหวัดมหาสารคามครั้งแรก ผมแปลกใจว่าระบอบการปกครองของต่างจังหวัดในไทยดูคล้ายกับระบอบการปกครองที่ใช้ในอาณานิคมของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศษ ไม่เหมือนระบอบที่ใช้ในประเทศที่ปกครองตนเอง ทำให้รู้สึกว่าคนในเมืองหลวงจะมองต่างจังหวัดเป็นอาณานิคม”(สภาพอีสาน :11)
          เป็นคำกล่าวของฟรานซิส คริปส์ ที่กล่าวในปี พ.ศ. 2551 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของคนต่างชาติรุ่นใหม่ที่มองสังคมไทย และยังสะท้อนถึงมุงมองของคนกรุงเทพฯหรือคนเมืองหลวงในการมองคนต่างจังหวัด เช่น ในวันที่ฟรานซิส คริปส์ มาที่กระทรวงศึกษาธิการ เจ้าหน้าที่ที่กระทรวงบอกกับ ฟรานซิส คริปส์ ว่า จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเขาเล่ากันว่าไกลมาก กันดารมาก ลำบากมาก บางคนพูดเสียงน่ากลัวว่า ยังกับทะเลทราย ล้าหลังที่สุดในประเทศ (สภาพอีสาน : 28)
          ฟรานซิส คริปส์ อาสาสมัครชาวอังกฤษถูกส่งไปสอนที่โรงเรียนฝึกหัดครูมหาสารคาม ในปี พ.ศ. 2504ซึ่งได้พบเห็นสภาพท้องถิ่น บ้านช่อง ไร่นา การทำมาหากิน ตลอดจนความเป็นอยู่ของผู้คนในหลายจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดมหาสารคาม และสะท้อนสภาพท้องที่อีสานและจังหวัดมหาสารคามได้เป็นอย่างดี เขามองมหาสารคามว่า”แม้จะเป็นจังหวัด แต่มหาสารคามก็เป็นเมืองเล็ก ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างสงบเงียบ เหมือนตามบ้านนอกทั่วไป จะว่าไปแล้วชาวเมืองที่แท้จริง เห็นจะได้แก่พ่อค้าแม่ค้า ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ในถิ่นห้องแถวธุรกิจนั้นเอง สำหรับคนอื่นๆรวมทั้งข้าราชการด้วย ส่วนมากอยู่กันตามบ้านเรือนยกเสาสูงแบบชนบท ในท่ามกลางหมู่ไม้ซึ่งแตกดอกออกผลให้ได้เก็บกินตามฤดูกาล  อาชีพของชาวมหาสารคามคือทำนา นอกจากนั้นจะมีการปลูกปอบ้าง ดังที่สคลิปส์ถ้าคุพนมว่า ปีนี้เขาปลูกปอกันมากไหม ทำไมไม่ตั้งสหกรณ์ และมหาสารคามเห็นจะไม่มีรถมากนักเป็นแน่ เพราะป้ายรถแลนด์โรเวอร์ของเรานั้นหมายเลข มค.0001  
          ในด้านความเชื่อ ช่วงนี้ชาวมหาสารคามโดยเฉพาะนักศึกษาในวิทยาลัยการศึกษา กลัวกันมาก จนอยู่คนเดียวไม่ได้ และมีการถามสคลิปส์ว่านอนคนเดียวไม่กลัวหรอ แสดงให้เห็นมิติความเชื่อเรื่องผีในสังคมเมืองมหาสารคาม ซึ่งสืบเนื่องมาจากความเชื่อที่นักศึกษาเหล่านั้นมีอยู่แล้วเมื่อยังอยู่ที่บ้าน หรือที่เรียกว่าความเชื่อทางจิตวิญญาณ มีพิธีกรรมมากมายที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับจิตวิญญาณ เช่น การเป่าแคนเพื่อติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติหรือผี แม้กระทั้งการบายศรีสู่ขวัญ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้จิตใจผ่องแผ้วมั่นคง ร่างกายที่เจ็บไข้ไม่ปกติจะฟื้นคืนมาและยังมีการกล่าวถึงการนิยมแขวนพระเครื่องของคนอีสานสำหรับคุ้มครองและป้องกันตัว หรือนำมาซึ่งโชคลาภ และยังมีความเชื่อว่าถ้าได้นำพระเครื่องใส่ลงในบาตรเวลาที่มีการอุปสมบทจะทำให้พระเครื่องมีพุทธานุภาพมากขึ้นด้วย
          ส่วนในเรื่องการคมนาคมในสมัยนี้ งานเขียนของสคลิปส์แสดงให้เห็นว่าเมืองมหาสารคามและเมืองใกล้เคียงนั้นยังมีการคมนาคมที่ล้าหลังมาก ยังไม่มีการลาดคอนกรีต เช่นทางบอบือ-บ้านไผ่ , มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ส่วนในเรื่องไฟฟ้านั้นมีบ้างแล้วแต่ก็ยังมีการใช้ตะเกียงกันอยู่
          ทัศนคติของสคลิปส์มองมหาสารคามในเรื่องอาหารเขามองว่าเป็นอะไรที่ไม่น่ากินเลย บางอย่างขม บางอย่างเคม บางอย่างเปรี้ยว บางอย่างเผ็ด ซึ่งเป็นปกติของชาวต่างชาติที่มาอยู่เมืองไทย แม้ในปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่
          นอกจากนี้เขายังได้เดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เมื่อเขามาเยื่อนภาคอีสานครั้งที่ 2 เช่น กาฬสินธุ์ เขื่อนลำปาว กุฉินารายณ์ จตุรพักตรพิมาน รวมทั้งเมืองท่าขอนยางที่มหาสารคามด้วย ซึ้นพื้นที่ต่างๆที่เขาได้ท่องเที่ยวไปเขาก็จะถามถึงประวัติบ้านเมืองและสิ่งที่เขาสงสัย รวมทั้งวิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่นไว้อย่างดี

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

ลั่นทม , จำปา , ลีลาวดี ดอกไม้ประจำจังหวัดมหาสารคามกับเรื่องราวในพระพุทธศาสนา

ดอกลั่นทม , จำปา หรือ ลีลาวดี มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Plumeria ssp. ในวงศ์ APOCYNACEAE ชื่อสามัญ Frangipani มีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง เปลือกลำต้นหนา กิ่งอ่อนดูอมน้ำ มียางสีขาวเหมือนนม ใบรีใหญ่สีเขียว ออกดอกทีละหลายดอก หนึ่งดอกมี4-5กลีบ มีหลายสีซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดและสายพันธุ์ แต่ของจังหวัดมหาสารคามมีสีขาว ต้นไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดที่อเมริกาใต้
ความเชื่อเรื่องดอกไม้ชนิดนี้ในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน โดย Alice Getty สันนิษฐานว่าเป็นส่วนประกอบของลักษณะของพระพุทธเจ้าที่จะลงมาตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อไป ต่อจากพระโคตมพุทธเจ้า นั้นคือพระศรีอาริยเมตไตย ลักษณะนั้นคือ จะต้องมีรูปสถูปปรากฎบนชฎามงกุฎ หรือด้านหน้าของมวยผม และแผ่นผ้ากุฎิสูตรพันอยู่รอบเอว ผูกเป็นบมอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง ส่วนมากจะเป็นข้างซ้าย มีชายห้อยลงมา
อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์ที่ปรากฏบนมวยผมอาจจะไม่ใช่สถูปเสมอไป เพราะบางครั้งเครื่องประดับบนศรีษะจะเป็นลักษณะของผ้าโพกศรีษะ และมีดอกไม้ประดับอยู่ที่ผ้าโพกศรีษะด้วย โดยเฉพาะดอกไม้นั้นจะอยู่ข้างหน้าของผ้าโพกศรีษะเสมอ ดอกไม้ที่ปรากฏอยู่บนผ้าโพกศรีษะหรือบนเครื่องประดับบนศรีษะของพระศรีอาริยเมตไตรนั้นหมายถึงดอก “นาคเกษร” หรือ “ดอกจำปา” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระศรีอาริยเมตไตร กับยังหมายถึงต้นไม้ที่พระศรีอาริยเมตไตรจะลงมาตรัสรู้ก็ได้
ตามคติความเชื่อของพระพุทธศาสนา เชื่อว่าถ้าพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระองค์ใดที่ตรัสรู้ใต้ต้นไม้ชนิดใด ต้นไม้นั้นจะถูกเรียกว่าต้นโพธิ์ หซึ่งมหายถึงต้นไม้แห่งปัญญา เมื่อสิ้นสมัยพุทธศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้า คือ 5,000 ปีหลังเสด็จปรินิพพาน
ส่วนในความเชื่อของพระพุทธศาสนานิกายหินยาน เชื่อว่า ในสมัยพุทธกาล พระศรีอริยเมตไตรได้มาประสูติเป็นพระโอรสของพรเจ้าอชาติศัตรู กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ กับนางกาญจนมเหสี พระราชโอรสพระองค์นั้นพระนามว่า “อชิตะ” เมื่อพระอชิตะเจริญพระชันษาพระองค์ทรงสนพระทัยใฝ่ในเรื่องพุทธศาสนามาก โดยเสด็จเข้าเฝ้าองค์สมัมาสัมพุทธเจ้าและทรงสนทนาธรรมอยู่เสมอๆ กับทรงปฏิบัติธรรมอยู่เป็นนิจ เมื่อพระองค์ทรงเบื่อหน่ายในเพศฆราวาสจึงเสด็จออกผนวช
เมื่อพระองค์เสด็จออกบวชแล้วก็ตั้งใจศึกษาธรรมจากพุทธพจน์เป็นอย่างดี มีสติปัญญาล้ำเลิศสามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้ แต่ก็ไม่ได้บรรลุ ด้วยพระองค์ไม่ปรารถนาที่จะเป็นเพียงสาวกเท่านั้น แต่พระองค์ปรารถนาที่จะตรัสรู้เป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า หากพระองค์บรรลุมรรคผลเสียแต่แรก ก็นับว่าเป็นการปิดโอกาส พุทธภาวะที่ปรารถนาก็จะไม่สำเร็จ
นอกจากนี้ในคัมภีร์หินยานยังได้กล่าวถึงพุทธทำนาย ในการกำเนิดพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป โดยพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า  “ในภัทรกัปป์นี้ พระอชิตะจักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตร ในอนาคตกาลต่อจากตถาคต”
นอกจากนี้ชื่อที่เรียกดอกจำปา หรือ ลั่นทม ที่ตั้งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ คือลีลาวดี ยังมีความหมายทางพระศาสนา โดยเป็นการอิงเรื่องราวความรักต่างชนชั้นของหญิงที่ชื่อลีลาวดีกับเรวตะที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลอีกด้วย
อาจกล่าวได้ว่า ดอกลั่นทม , จำปา หรือลีลาวดี ที่จังหวัดมหาสารคามนำมาใช้เป็นดอกไม้ประจำจังหวัด เป็นดอกไม้ที่สำคัญในทางพระพุทธศาสนา ทั้งในนิกายมหายานและหินยานทั้งสิ้น
                 

ความเชื่อเรื่องการสร้างพระพิมพ์นาดูนของคนในสมัยทวารวดี

ศิลปะเป็นสิ่งที่สื่อให้เห็นอัตลักษณ์หรือความเป็นตัวตนของคนกลุ่มนั้นๆ ที่สร้างศิลปะชิ้นใดชิ้นหนึ่งขึ้นมา เมื่อคนกลุ่มนั้นๆมีการนับถือธรรมชาติหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ พวกเขาก็จะสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของพระเจ้าที่เขานับถือหรือเป็นสิ่งที่ถวายแด่พระเจ้า ในพุทธศาสนาเองก็เช่นเดียวกัน มีการสร้างพลังศรัทธาออกมาเป็นงานศิลปะที่ใช้เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า และศิลปะที่นำเสนอผ่านพุทธศาสนาในแต่ละยุค แต่ละสมัยก็มีความแตกต่างกันออกไปตามที่อยู่อาศัยของคนแต่ละกลุ่ม
          ในสมัยทวารวดี ซึ่งเป็นอาณาจักรแรกของไทยที่พบร่องรอยการสร้างบ้านแปงเมืองอย่างมีแบบแผน คือ รู้จักการสร้างคูน้ำคันดินไว้เพื่อใช้ในการเกษตร มีระบบผังเมืองเป็นอาณาจักรแรก ซึ่งเกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 12 ลงมาถึง ศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันร่องรอยเมืองโบราณ รวมทั้งศิลปโบราณ วัตถุสถานและจารึกต่างๆในสมัยทวารวดีนี้ พบเพิ่มขึ้นอีกมากมาย และที่สำคัญได้พบกระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศไทยโดยไม่มีหลักฐานของการแผ่อำนาจทางการเมืองจากจุดศูนย์กลางเฉกเช่นรูปแบบการปกครองแบบอาณาจักรทั่วไป เช่น ภาคเหนือ  ที่จังหวัดลำพูน อำเภอสวรรคโลก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  พบเกือบทุกจังหวัด ,ภาคตะวันออก  ที่จังหวัดปราจีนบุรี และ จังหวัดสระแก้ว,ภาคใต้  ที่จังหวัดปัตตานี ,ภาคกลาง  กระจายอยู่ตามลุ่มแม่น้ำสำคัญต่างๆ เช่น แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา
จากการศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศพบเมืองโบราณสมัยนี้ถึง 63 เมืองด้วยกัน นอกจากนี้จากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดียังพบว่าเมืองโบราณแทบทุกแห่งจะมีลักษณะของการต่อเนื่องทางวัฒนธรรมจากชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พัฒนาการขึ้นมาสู่ช่วงสมัยทวารวดี เมื่อมีการติดต่อกับอารยธรรมอินเดีย
ดังนั้นทฤษฎีของนักวิชาการรุ่นก่อนโดยเฉพาะความเชื่อเรื่องรูปแบบการปกครองแบบอาณาจักร และเมืองศูนย์กลางจึงเปลี่ยนไป ว่าน่าจะอยู่ในขั้นตอนของเมืองก่อนรัฐ(Proto-State)ในรูปของเมืองเบ็ดเสร็จหรือเมืองที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์ในตัวเองทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความเชื่อศาสนา หากจะมีอำนาจทางการเมืองก็หมายถึงมีอำนาจเหนือเมืองบริวารหรือชุมชนหมู่บ้านรอบๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น เมืองใหญ่เหล่านี้แต่ละเมืองจะมีอิสระต่อกัน และเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กันเพราะผลจากการติดต่อค้าขายและรับวัฒนธรรมจากอินเดียโดยเฉพาะทางด้านศาสนาพุทธแบบหินยาน รวมทั้งภาษา และรูปแบบศิลปกรรมแบบเดียวกัน

เมืองทวารวดีในภาคอีสานและจังหวัดมหาสารคามก็มีลักษณะเช่นเดียวกับเมืองทวารวดีในที่อื่น แต่มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไป คือมีการรับความเชื่อพุทธแบบทวารวดีหรือพุทธแบบหินยาน มาผนวกกับคาวมเชื่อดั้งเดิม คือผี เช่นจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบอยู่หลายจังหวัดในภาคอีสาน คือลัทธิหินตั้ง ซึ่งหินตั้งได้ถูกใช้ในพิธีกรรมของคนอีสานก่อนที่จะรับพุทธศาสนาแบบหินยานเข้ามา โดยจะใช้เป็นสัญลักษณ์ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ที่ประกอบพิธีกรรมหรือที่ฝังศพ เป็นต้น เมื่อรับพุทธศาสนาแบบหินยานเข้ามา ชาวอีสานและชาวมหาสารคามก็ยังนำเอาลัทธิหินตั้งเดิมมาปรับใช้ในพระพุทธศาสนา แล้วเรียกใหม่ว่า เสมา ซึ่งความเชื่อของคนในปัจจุบันที่มีการปักใบเสมารอบพระอุโบสถ ก็มาจากความเชื่อของคนตั้งแต่สมัยทวารวดีแล้ว
โบราณสถานแทบทั้งหมดใช้อิฐเป็นวัสดุหลักในก่อสร้าง อาจมีการใช้ศิลาแลงบ้างแต่ไม่ใช้หินก่อสร้างเลย อิฐเผาอย่างดีไส้สุกตลอด เนื้ออิฐแข็งพอสมควร ส่วนยาวจะเท่ากับสองเท่าของความกว้าง ส่วนกว้างเป็นสองเท่าของความหนา อิฐมีขนาดใหญ่ ขนาด 32x16x8 เซนติเมตรขึ้นไป ผสมแกลบมาก เป็นแกลบข้าวเหนียวปลูก
การก่อใช้อิฐทั้งก้อน ไม่ขัดผิวแต่ก็ประณีต รอยต่ออิฐแนบสนิท สอด้วยดินบางๆ เป็นส่วนผสมของดินเหนียวละเอียด ผสมกับวัสดุยางไม้หรือน้ำอ้อย จนเหนียวคล้ายกาว ทำให้อิฐจับกันแน่นสนิทเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงถากเป็นลวดลาย แล้วปั้นปูนประดับ เนื่องจากสังคมทวารวดียอมรับพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทจากอินเดียเป็นหลัก (พบหลักฐานเนื่องในศาสนาฮินดูด้วยแต่ไม่มากนัก) ทำให้สังคมทวารวดีโดยทั่วไปเป็นสังคมพุทธ ดังนั้นอาคารโบราสถานทั้งหลายจึงเป็นพุทธสถานแทบทั้งสิ้น โบราณสถานเหล่านี้แสดงอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะ และหลังคุปตะ และปาละเสนะตามลำดับ แต่ได้ดัดแปลงผสมผสานให้เข้ากับลักษณะท้องถิ่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน
ในส่วนของพระพิมพ์ทวารวดีที่ขุดพบในท้องที่มหาสารคามนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทราบว่าคนในสมัยนั้นเขามีความเชื่ออย่างไร เช่นการสร้างพระแผง ทำให้เราทราบว่าคนในสมัยนั้นมีความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้มีพระองค์เดียว นอกจากนี้การที่พบสถูปในพระแผง ซึ่งเรียกว่า หม้อปูรณคตะ ส่วนมากจะมี 4 องค์ ซึ่งแสดงว่ามีพระพุทธเจ้าที่เกิดขึ้นบนโลกแล้ว 4 พระองค์ นอกจากนี้ยังมีการสร้างพระที่มีความเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ ได้แก่ พระนาคปรก พระพิมพ์ปางปฐมเทศนา พระพิมพ์ปางประทานพร เป็นต้น
อาจกล่าวได้ว่า กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในมหาสารคามในพุทธศตวรรษที่ 12-16 มีความเชื่อทางพระพุทธศาสนาทั้งแบบเถรวาทและแบบมหายาน รวมทั้งมีการผนวกความเชื่อเดิมของตนเข้ากับความเชื่อใหม่ด้วยจนมีลักษณะเฉพาะของตน เช่น ใบเสมา เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กบฎที่เกิดขึ้นในมหาสารคาม พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๔๕

ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๔๕ ได้เกิดมีกระแสความเชื่อแพร่ไปทั่วมณฑล อุดร มณฑล อีสาน และมณฑล นครราชสีมา ว่าจะเกิดอาเพศต่าง ๆ เช่นหากใครเอาหินแฮ่ หรือหินลูกรัง จากวัดบ้านหนองเลามาบูชา เมื่อถึงวันอาทิตย์ เดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีฉลู จ.ศ.๑๒๖๓ (๒๓ มีนาคม ๒๔๔๔) ซึ่งจะเกิดลมพายุพัดจัดท้องฟ้าจะมืดมิด ๗ วัน ๗ คืน ก้อนหินที่นำมาบูชาจะกลายเป็นทองคำ หากใครมีม้อน (ตัวไหม) หมู และควายตู้ (ควายเขาทุย) จะเกิดโทษภัย และอื่น ๆ อีกหลายประการ ในช่วงนี้ได้เกิดมีผู้ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษ สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ด้วยเวทมนตร์ เป็นจำนวนมาก
            ที่เมืองมหาสารคามมีท้าวบุญรอดเป็นหัวหน้า ตั้งตัวเป็นท้าวโพธิสัตว์ และผู้วิเศษอื่น ๆ หลอกลวงชาวบ้านให้นับถือ ทางการได้จับกุมได้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๕
            นอกจากนี้ก็มี กบฎหมอลำน้อย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ กบฎเกือกขาว และ กบฎสอนธรรมวิเศษ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ แต่ได้ถูกทางการจับกุมลงโทษจำคุกไปทุกราย 
นโยบายนี้ได้สร้างความเดือดร้อนให้พลเมืองระดับชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพราะพวกมูลนายไปเร่งรัดเอาเงินซึ่งเก็บมากบ้าง น้อยบ้าง ไม่เสมอกัน ในปี ร.ศ.115 (พ.ศ.2439) รัฐบาลจึงออกกฎให้ทุกคนเสียค่าราชการคนละ 6 บาท เป็นมาตรฐานแต่นั้นมา
ข้อที่น่าสังเกตก็คือ มาตรฐานดังกล่าวข้างต้นถูกกำหนดขึ้นมาจากมาตรฐานเศรษฐกิจของภาคกลาง ซึ่งได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเงินตราแล้วอย่างชัดเจน และได้เริ่มมีการเรียกเก็บภาษีจากประชาชน ซึ่งรัฐบาลมีคำสั่งให้ข้าหลวงต่างพระองค์เข้าจัดระบบภาษีทั้งหมด ตัวอย่างเช่นในปีร.ศ.118 (พ.ศ. 2442) พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑลอิสาน (ข้าหลวงใหญ่เมืองอุบลราชธานีระหว่างร.ศ.112-130 / พ.ศ.2435-พ.ศ.2453) ประกาศให้เก็บค่ารัชชูปการชายฉกรรจ์ผู้มีอายุระหว่าง 18-60 ปี คนละ 3.50 บาท ยกเว้นคนพิการ ข้าราชการ เจ้านายระดับท้องถิ่นและครอบครัว ชาวต่างชาติ นักบวชและพระ ช่างผีมือและเศรษฐี
ในปีร.ศ.120- ร.ศ.121 (พ.ศ.2444- พ.ศ.2445) เงินค่ารัชชูปการเพิ่มขึ้นเป็น 4 บาทต่อคน นอกจากนี้ภาษีผลผลิตก็ยังเพิ่มขึ้นด้วย การปรับปรุงภาษีและระบบภาษีนี้เพิ่มภาระให้กับชาวนาชาวไร่อย่างมาก และนอกจากนี้ข้าหลวงสยามยังมีคำสั่งให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นอีก อันมีผลโดยตรงต่อชาวนา ตัวอย่างเช่น ในปีพ.ศ. 2442 กรมหลวงสรรพสิทธิฯ กำหนดว่าการค้าขายสัตว์ใหญ่ ต้องกระทำต่อหน้าข้าราชการ โดยผิวเผินข้อกำหนดนี้ดูเหมือนเพื่อลดการลักขโมย แท้จริงแล้วเป็นการเปิดโอกาสให้ข้าราชประจำถิ่นมีส่วนในการกำหนดราคาซื้อขายควาย ปศุสัตว์ ม้าและช้าง ฯลฯ กรมหลวงสรรพสิทธิฯ ยังพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมพื้นเมืองต่างๆ เช่น การสักยันต์ตามร่างกาย ซึ่งคนไทยมองว่าเป็นสิ่งป่าเถื่อน แต่คนพื้นเมืองมองว่าเพื่อป้องโรคภัย ไข้เจ็บ และผีสางต่างๆ
แม้กระนั้นก็ตาม ในช่วงที่รัฐสยามกำลังเปลี่ยนแปลงโดยรวม แต่สังคมอิสานนั้นก็มิได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-การเมือง ที่เกิดขึ้นของรัฐสยามมากนัก ซึ่งก็ยังคงเป็นลักษณะสังคมแบบจารีตประเพณี และยังเป็นสังคมแบบเลี้ยงตนเอง พึ่งตนเอง และสิ่งที่หมู่บ้านในสังคมอิสานได้รับผลกระทบในระยะแรก คือการเกิดขึ้นของโรงสี พ่อค้าชาวจีน การขยายตัวของระบบเงินตราและมีการเปลี่ยนแปลงทางเครื่องมือการผลิตบ้างเพียงเล็กน้อย
กระทั่งในปีชวดร.ศ.119 (พ.ศ.2443) ปรากฏว่ามีลายแทงหนังสือจานใบลานเป็นคำพยากรณ์ว่าเมื่อถึงกลางเดือนหกปีฉลู ร.ศ.120(พ.ศ.2444) จะเกิดเหตุเภทภัยใหญ่หลวง หินแฮ่ (หินลูกรัง) จะกลายเป็นทอง จึงได้มีชาวบ้านไปเอาหินแฮ่มาบูชา โดยใส่หม้อ ใส่ไหปิดฝาไว้ แล้วเอามาตั้งทำพิธีสู่ขวัญบายศรี คำพยากรณ์นั้นยังมีรายละเอียดอีกว่าถ้าใครอยากพ้นเหตุเภทภัยก็ให้บอกหรือคัดลายแทงให้รู้กันต่อๆ ไป หรือถ้าใครเป็นคนบริสุทธิ์ไม่ได้กระทำซึ่งบาปกรรมใดๆ แล้ว (หรือใครก็ตามที่อยากรวย) ให้เอาหินแฮ่เก็บมารวมกันไว้ รอท้าวธรรมิกราชจะมาชุบเป็นเงินเป็นทอง ถ้าใครกระทำชั่วต่างๆ แต่เพื่อให้ตนเป็นคนบริสุทธิ์ก็ต้องทำพิธีตัดกรรมวางเวร โดยนิมนต์พระสงฆ์มารดน้ำมนต์ให้ ถ้ากลัวตายก็ให้ฆ่าควายทุยเผือกและหมูเสียก่อนกลางเดือนหก เพราะมันจะกลายเป็นยักษ์ขึ้นมาจับกินคน ส่วนผู้หญิงที่เป็นสาวหรือไม่สาวแต่ยังโสดก็ให้รีบมีสามี มิฉะนั้นยักษ์จะจับกินหมด และรากไม้ที่อยู่ตามฝั่งน้ำ ซึ่งเป็นฝอยเล็กละเอียด รวมถึงฟักเขียว ดอกจาน (ทองกวาง) ของสามอย่างนี้จะกลายเป็นของมีประโยชน์ คือรากไม้จะกลายเป็นไหม ฟักเขียวจะกลายเป็นช้าง ดอกจานจะกลายเป็นครั่งสำหรับใช้ย้อมไหม และในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2444 นั้น จะเกิดลมพายุจัดจนพัดคนปลิวไปกับสายลม และจะมืดถึง 7 วัน7 คืน ให้นำลิ้นฟ้า (ไม้เพกา) มาไว้สำหรับจุดไฟอาศัยแสงสว่างในเวลามืด และให้ปลูกตะไคร้ที่กระได (บันไดบ้าน) เวลาพายุมาให้เหนี่ยวตะไคร้ไว้ จะได้ไม่ปลิวไปตามลม เงินต่างๆ ที่มีก็จะกลายเป็นเหล็ก พวกราษฎร์เวลานั้นก็ได้พากันหวาดหวั่นเล่าลือกันแพร่หลายไปทั่วหัวเมืองมลฑลอิสาน ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่ ที่ปกครองหัวเมืองต่างๆ นั้น เห็นว่าเป็นคำของคนโง่เขลาเล่าลือกันไปสักพักหนึ่งก็คงจะเงียบหายไปเอง จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนัก

พอตกถึงปลายปี ร.ศ.119 (พ.ศ.2443) ก็ปรากฏว่าที่เมืองเสลภูมิ ได้มีราษฎร์หัวเมืองต่างๆ ไปเก็บหินแฮ่ทางตะวันตกเมืองเสลภูมิ ซึ่งชาวบ้านได้เรียกที่ตรงนี้ต่อๆ กันมาว่า หัวโล่เมืองเสล” (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด) ส่วนข่าวลายแทงว่าท้าวธรรมิกราชหรือผู้มีบุญจะลงมาโปรดโลกทางด้านอื่นๆนั้น หาได้ยุติลงแม้แต่น้อย ยิ่งแพร่หลายไปทั่วมณฑลอุดร เมืองหล่ม เมืองเลย และทางมณฑลนครราชสีมา ตลอดจนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในบำรุงฝรั่งเศส ชาวบ้านเชื่อถือคำทำนายนี้มากเพราะว่าหากเป็นจริงก็หมายถึงชาวบ้านจะมีความสมบูรณ์พูนสุข อยู่ดีกินดีทั้งทางวัตถุและจิตใจโดยทันทีด้วยอิทธิฤทธิ์ ของผู้มีบุญ
ขณะเดียวกันก็เกิดมีผู้อ้างตัวว่าเป็นผู้มีบุญขึ้นตามหมู่บ้านต่างๆ ทั่วทั้งภาคอิสาน คือที่กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย อุดรธานี และอุบลราชธานี ชาวบ้านจำนวนมากเชื่อถือผู้มีบุญ และผู้มีบุญเหล่านี้มักมีพฤติกรรมคล้ายๆ กันคือ อ้างตัวว่าเป็นผู้วิเศษ จุติมาจากสวรรค์เพื่อมาบอกธรรมแก่ชาวบ้านให้ถือศีล กินถั่วกินงา ตัวผู้มีบุญมักแต่งตัวประหลาดๆ เช่น นุ่งขาวห่มขาว ถือเทียนและดอกไม้ทำน้ำมนต์ และทำพิธีตัดกรรมวางเวร หลายคนอ้างตัวว่าเป็นพระยาธรรมิกราช หรือพระศรีอาริยเมตไตรย ลงมาโปรดโลกมนุษย์ ทุกคนจะได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นสมบูรณ์พูนสุขพร้อมกันทั้งสังคม ไม่ใช่การรอดพ้นทุกข์แบบตัวใครตัวมัน และบ้านเมืองก็จะ ไม่มีเจ้ามีนาย ใบไม้จะกลายเป็นเงินเป็นทอง แผ่นดินเป็นตาผ้า แผ่นฟ้าเป็นใยแมงมุม
ในที่นี้ผู้เขียนขออนุญาตกล่าวถึงเรื่องราวรายละเอียดเฉพาะกลุ่มเจ้าผู้มีบุญที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือกลุ่มขององค์มั่นหรือมาน บ้านสะพือใหญ่ เมืองอุบลราชธานี (จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน) ครั้นเมื่อถึงปลายปีร.ศ.119 (พ.ศ.2443) มีนายมั่น ว่าเป็นคนมีภูมิลำเนาอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง คือเมืองสุวรรณเขต ซึ่งมีสายสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นลูกน้องขององค์แก้วหรือบักมี ซึ่งเป็นเจ้าผู้มีบุญที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเขตลาวฝั่งซ้าย เล่าลือกันว่าเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ ชี้ไม้ชี้มือทำอะไรสิ่งไหนเป็นสิ่งนั้น และได้ตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าปราสาททองหรือพญาธรรมิกราช อ้างตัวว่าจุติมาจากสวรรค์เพื่อลงมาโปรดมวลมนุษย์ และมีองค์ต่างๆ เป็นลูกน้องหรือบริวารในระดับรองลงมาอีกหลายคน เช่นองค์เขียว องค์ลิ้นก่าน องค์ที องค์พระบาท องค์พระเมตไตรย และองค์เหลือง พวกองค์เหล่านี้แต่งตัวนุ่งผ้าจีบแบบบวชนาคสีต่างๆ กัน คือ สีแดง สีเขียวเข้ม และสีเหลืองอย่างจีวรของพระ แล้วก็มีปลอกใบลานเป็นคาถาสวมศีรษะทุกคน องค์มั่นได้พาพวกองค์บริวารเดินทางไปในท้องที่ต่างๆ และชักชวนชาวบ้านให้เข้าร่วมด้วย โดยเริ่มจากร่วมมือกับองค์ฟ้าลั่นหรือหลวงวิชา (บรรดาศักดิ์ประทวน) แพทย์ประจำตำบลซึ่งเป็นหมอพื้นเมืองของเมืองตระการพืชผล (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี) 
โดยองค์มั่นตั้งให้เป็นหัวหน้ายามรักษาการณ์และคอยเสกคาถาอาคมให้กับชาวบ้าน จากนั้นได้ไปซ่องสุมเกลี้ยกล่อมผู้คนเมืองโขงเจียมและบ้านนาโพธิ์ ตำบลหนามแท่น แล้วก็ป่าวร้องกับราษฎร์ว่า จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นดังคำพยากรณ์ให้พากันระวังตัว” ฝ่ายราษฎร์หวาดหวั่นกันอยู่แล้ว ครั้นเห็นคนจำศีลแปลกหน้ามาก็สำคัญว่าเป็นผู้มีบุญและพากันเข้าไปขอให้ช่วยป้องกันภัยพิบัติ มีชาวบ้านเข้าร่วมด้วยประมาณ 200 คนเศษ จากนั้นก็เข้าไปเกลี้ยกล่อมผู้คนที่เมืองเขมราฐ
เวลานั้นได้มี พระเขมรัฐเดชประชารักษ์ ผู้รักษาเมืองเขมราฐ และท้าวกุลบุตรผู้ช่วยกับท้าวโพธิสาร กรมการเมือง ต่อต้านขับไล่ไม่ให้ราษฎร์นับถือเข้าเป็นพรรคพวกด้วย เลยเกิดการปะทะกันขึ้น ทำให้ท้าวกุลบุตรกับท้าวโพธิสารเสียชีวิต ส่วนพระเขมรัฐเดชประชารักษ์ ฝ่ายพวกผู้มีบุญมิได้ทำร้าย เพียงแต่จับขึ้นแคร่หามเป็นตัวประกัน แห่ไปให้เกลี้ยกล่อมราษฎรให้มาเข้าเป็นพวก และได้ไปตั้งมั่นที่บ้านสะพือใหญ่ มีชาวบ้านนับถือและเข้าร่วมประมาณ 1,000 คน องค์มั่นผู้มีบุญก็สั่งให้ช่วยกันเกณฑ์ปืนแก๊ป ปืนคาบศิลา มีดพร้า ตลอดจนเสบียงอาหาร ข้าว เกลือ พริกต่างๆ เท่ามี และให้ตากข้าวเหนียวสุกยัดใส่ถุงผูกรอบเอว เตรียมจะไปตีเอาเมืองอุบลราชธานี ฝ่ายทางเมืองอุบลราชธานี ขณะที่องค์มั่นผู้มีบุญตั้งพิธีการอยู่บ้านสะพือใหญ่นั้น ข้าหลวงต่างพระองค์ฯ เมื่อทราบข่าวก็ได้สั่งให้นายร้อยเอกหม่อมราชวงศ์ร่าย (เป็นทหารกองหนุนเข้าถวายตัวรับราชการฝ่ายพลเมืองอยู่กับข้าหลวงต่างพระองค์ฯที่เมืองอุบล) ไปสืบลาดเลาดู พอไปถึงบ้านนาสมัย ที่อยู่ระหว่างบ้านนาหลักกับบ้านห้วย ทางแยกไปอำเภอพนานิคม ก็พบกับพวกผู้มีบุญซึ่งได้ออกมาสืบลู่ทางเพื่อจะไปเมืองอุบลฯ เลยเกิดการปะทะกันขึ้น ฝ่ายหม่อมราชวงศ์ร่ายมีกำลังน้อยกว่าก็เลยรีบถอยกลับไปเมืองอุบลฯ กราบทูลข้าหลวงต่างพระองค์ฯ ตามที่ได้ไปสืบรู้และเห็นมา พวกผู้มีบุญก็ได้ชื่อว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดินนับจากนั้น ข้าหลวงต่างพระองค์ฯ เมื่อทราบข่าว จึงมีคำสั่งให้นายพันตรีหลวงสรกิจพิศาล ผู้บังคับการกองพันทหารราบเมืองอุบลฯ จัดทหารออกไปสืบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ถ้ามีผู้ใดคิดการร้ายต่อแผ่นดินก็ให้ปราบและจับตัวมาสอบสวนลงโทษให้ได้ นายพันตรีหลวงสรกิจพิศาลจึงมีคำสั่งให้นายร้อยตรีหรี่กับพลทหาร 12 คนพร้อมอาวุธปืนยาวครบมือ ออกไปสืบดูเหตุการณ์ เมื่อไปถึงบ้านขุหลุ ก็พบพวกกบฏผู้มีบุญ และเห็นว่ามีกำลังสู้กบฏผู้มีบุญไม่ได้ จึงจะไปหากำลังเพิ่มเติมจากบ้านเกษม แต่ก็ได้เกิดการต่อสู้ตะลุมบอนกันขึ้นที่บริเวณ หนองขุหลุ” และได้เหลือเพียงพลทหารชื่อป้อมรอดกลับมาเพียงคนเดียว และได้นำความเข้ากราบทูลข้าหลวงต่างพระองค์ฯ โดยทันทีฝ่ายกบฏผู้มีบุญเมื่อชนะทหารคราวนี้ ก็ได้มีชาวบ้านมาสมัครเข้าเป็นพรรคพวกด้วยราว 1,500 คน และมีความตอนหนึ่งบรรยายถึงชัยชนะดังกล่าวเป็นบทเซิ้งภาษาอิสานว่า
ทิงสองบั้งสังมาบ่ทันขาด สังมาตะลาดล้มเต็งน้องเนตรนอง หัวหนองบ่ทันเศร้าสังมาเทียวทางใหม่ เป็ดไก่เลี้ยงสู่มื่อบ่คุ้นแก่นคน สังบ่สนเคาไว้ไถนาคือสิค่อง ข้าวกากไกลข้าวก้อง สองซู้สิห่างกัน ขางเฮือนไกลขางเล้า(ยุ้งฉางข้าว) หนีไปเซาไกลท่า ไก่ป่าไกลไก่บ้านขันท้าอยู่ละเนอ
ข้าหลวงต่างพระองค์ฯ เมื่อทราบความก็ได้ตรัสว่า ไอ้การใช้เด็กหนุ่ม มันกล้าเกินไป หุนหันพลันแล่น ขาดความพินิจพิเคราะห์ เสียงานดังนี้” จึงทรงสั่งให้หลวงสรกิจพิศาลมีคำสั่งไปถึงนายร้อยเอกชิตสรการผู้บังคับการกองทหารปืนใหญ่ให้นำนายสิบพลทหารประมาณ 100 คนเศษ มีปืนใหญ่ 2 กระบอก และปืนยาวเล็กครบมือ ออกไปปราบพวกกบฏผู้มีบุญให้จงได้ และได้ทรงสั่งให้พระอุบลการประชานิตย์ ข้าหลวงบริเวณเมืองอุบลฯ กับพระอุบลศักดิ์ประชาบาล (ผู้รักษา-การเมืองอุบลฯ ) เกณฑ์กำลังชาวบ้านสมทบกับทหาร และสั่งให้เคลื่อนขบวนกำลังออกไปปราบเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2444 และพอวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2444 ก็ได้พักพลอยู่ห่างจากหมู่บ้านและค่ายของกบฏผู้มีบุญราว 50 เส้น (1 กิโลเมตร)
นายร้อยเอกหลวงชิตสรการ (ผู้บังคับบัญชาไพร่พล) ได้สั่งให้แบ่งทหารออกเป็นปีกซ้าย ปีกขวา และให้เข้าโอบล้อมพร้อมกันเมื่อได้ยินเสียงปืนใหญ่เป็นนัดแรก นายร้อยหลวงเอกชิตสรการเลือกได้ชัยภูมิที่ดี เป็นสายทางย่านตรงที่จะไปยังเมืองอุบลฯ และเป็นทางแคบ สองข้างทางเป็นป่าทึบเหมาะสำหรับตั้งดักซุ้มทหารไว้ในป่า ตรงหัวโค้งเลี้ยว และตั้งปืนใหญ่ไว้ใต้พุ่มไม้ เมื่อพวกกบฏผู้มีบุญมาถึงตรงช่องนั้นก็ให้ยิงปืนใหญ่เข้าใส่
ครั้นรุ่งขึ้นของวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2444 เวลาประมาณ 09.00 น. พวกกบฏผู้มีบุญก็ได้ยกกำลังจะไปตีเมืองอุบลฯ และผ่านตามทางที่ร้อยเอกหลวงชิตสรการซุ่มปืนใหญ่ และดักกองทหารพรางไว้ จากนั้นก็ได้สั่งให้ทหารปืนเล็กยาวออกขยายแถว ยิงต้านไว้แล้วทำเป็นถอยล่อให้พวกกบฏผู้มีบุญตามมายังชัยภูมิที่ตั้งไว้ พอเข้าระยะวิถีกระสุนปืนใหญ่ ก็สั่งให้ยิงออกไปนัดหนึ่ง โดยตั้งศูนย์ให้ข้ามพวกกบฏผู้มีบุญไปก่อนเพื่อเป็นสัญญาณให้ปีกซ้ายปีกขวารู้ตัว ฝ่ายกบฏผู้มีบุญเห็นกระสุนปืนใหญ่ไม่ถูกพวกตนก็โห่ร้อง ซ่า ซ่า และวิ่งกรูเข้าต่อสู้กับฝ่ายทหาร หลวงชิตสรการจึงสั่งให้ยิงออกไปอีกเป็นนัดที่ 2 เล็งกระสุนปืนใหญ่กะให้ตกระหว่างกลางพวกกบฏผู้มีบุญ คราวนี้กระสุนปืนใหญ่ระเบิดลงถูกฝ่ายกบฏผู้มีบุญล้มตายหัวเด็ดตีนขาดระเนระนาด ส่วนพวกทหารปืนเล็กสั้นยาว ปีกซ้ายปีกขาว ก็ระดมยิงโห่ร้องซ้ำเติมเข้าไปอีก ฝ่ายกบฏผู้มีบุญที่อยู่ข้างหลังเห็นดังนั้นก็ชะงัก และปืนใหญ่ก็ยิงซ้ำเข้าไปอีกนัดที่ 3 ถูกพวกกบฏผู้มีบุญล้มตายประมาณ 300 คนเศษ ที่เหลือก็แตกฮือหลบหนีเอาตัวรอด ส่วนองค์มั่นนั้นรอดชีวิตและปลอมตัวเป็นชาวบ้านหลบหนีไป ทหารและกำลังชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาก็ได้ออกตามล่าจับกุมแต่ไม่ทัน และไม่ทราบว่าหนีไปทางใด ทราบข่าวตอนหลังว่าได้หลบหนีข้ามฟากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแล้ว ส่วนพระเขมรัฐเดชประชารักษ์ ผู้รักษาการเมืองเขมราฐซึ่งถูกฝ่ายกบฏผู้มีบุญจับกุมตัวไว้คราวนั้น ไม่ได้รับอันตรายจากกระสุนปืนใหญ่ หลวงชิตสรการ จึงได้นำตัวมาเข้าเฝ้าข้าหลวงต่างพระองค์ฯ รวมทั้งคุมพวกกบฏผู้มีบุญที่รองๆ จากองค์มั่นและพรรคพวกชาวบ้านที่เข้าร่วมด้วยจำนวนทั้งสิ้น 400 คนเศษ คุมใส่ขื่อคาจองจำไปยังเมืองอุบลฯ เพื่อฟังรับสั่งจากข้าหลวงต่างพระองค์ต่อไป ส่วนข้าหลวงต่างพระองค์ก็มีตราสั่งไปทุกหัวเมืองน้อยใหญ่ทั้งปวงว่า “ให้ผู้ว่าราชการเมือง กรมการ เจ้าหน้าที่สืบจับพวกกบฏผีบุญที่กระเซ็นกระสายและหลบหนีคราวต่อสู้กับทหาร อย่าให้มีการหลบหนีไปได้เป็นอันขาด หรือผู้ใดที่สมรู้ร่วมคิดและปกปิดพวกเหล่าร้ายและเอาใจช่วยให้หลบหนีไปได้ จะเอาโทษแก่ผู้ปิดบัง และเจ้าหน้าที่หัวเมืองนั้นๆ อย่างหนัก
ฝ่ายกบฏเจ้าผู้มีบุญต่างเชื่อถือว่าอุดมการณ์พระศรีอาริย์เป็นอุดมการณ์ที่มีเป้าหมายสูงสุด คือเพื่อการปฏิวัติสังคมไปสู่สังคมที่ไม่มีชนชั้นของมนุษย์ และมีความอยู่ดีกินดีสมบูรณ์พูนสุขทั้งทางจิตใจและวัตถุ ทำให้อุดมการณ์นี้ถูกนำไปใช้ในขบวนการต่อสู้ของชาวบ้านซึ่งปรากฏเป็นจำนวนหลายครั้งในประวัติศาสตร์ แต่ที่ปรากฎชัดเจนที่สุดคือขบวนการผู้มีบุญภาคอิสานซึ่งมีหลายสาเหตุปัจจัย ที่เป็นตัวผลักดันให้ก่อเกิดเป็นรูปของการเคลื่อนไหว ลุกขึ้นสู้กับอำนาจรัฐ เพื่อเรียกหาความเป็นอิสระและความเป็นธรรมให้กับตนเองและสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่ และเนื่องจากสังคมอิสานเองนั้น ก่อนที่จะมีขบวนการผู้มีบุญเกิดขึ้น ก็กำลังเผชิญในช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสภาพการเมืองและเศรษฐกิจจากภายนอก ซึ่งจะพบว่าเศรษฐกิจหลังสนธิสัญญาบาวริ่ง (พ.ศ.2398) มีผลกระทบต่อชาวนาภาคอื่นค่อนข้างน้อยกว่าภาคอิสาน เพราะภาคอิสานนอกจากจะเป็นพื้นที่ในการเพาะปลูกขนาดใหญ่ของประเทศแล้ว ในยุคนั้นยังมีของป่าต่างๆ นาๆ ไม่แพ้ภาคอื่นๆ แต่การขนส่งก็ถือว่าค่อนข้างยากลำบากพอสมควร เนื่องจากเพิ่งมีการขยายเส้นทางสร้างสถานีรถไฟ ที่ไปถึงเพียงแค่นครราชสีมาเท่านั้นเอง (ในหนังสือที่ต่อมา นำมาสร้างเป็นละครเรื่องนายฮ้อยทมิฬ ที่เขียนโดยคำพูน บุญทวี ได้บรรยายให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของสังคมภาคอิสานพอสมควร ที่ทั้งต้องเผชิญกับภาวะแวดล้อมที่แห้งแล้ง และการอยู่กินตามมีตามเกิด)
หากมองในแง่ของวิธีการทำงานขยายมวลชนของกบฏผู้มีบุญ จะเห็นว่าได้มีการนำเอาความเชื่อของชาวบ้าน ซึ่งมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวโยงร้อยกันกับธรรมชาติและยังหลอมรวมกับพระพุทธศาสนาแบบชาวบ้านที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนาแบบทางการ พระหรือวัดนั้นถือว่ามีอิทธิพลอย่างสูงกับการดำรงชีวิตของชาวบ้าน เช่น หากไม่สบายก็จะมาให้พระที่วัดรดน้ำมนต์ สะเดาะเคราะห์ ผูกด้ายสายสิญจ์ข้อมือ ปัดเป่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้าน ฯลฯ และนอกจากนี้ยังมีหมอธรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ผ่านการบวชเรียน มาทำพิธีกรรมปัดเป่าโรคภัย ไข้เจ็บให้กับชาวบ้าน
ในเรื่องของอุดมการณ์ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมาย หลักคิด และวิธีคิดที่สำคัญอันจะนำไปสู่การปฎิบัตินั้น ผู้เขียนมีความเห็นคล้ายๆ กับ อ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ตรงจุดที่ว่าอุดมการณ์กบฏผู้มีบุญคืออุดมการณ์ของการปฎิเสธรัฐและต้องการเป็นอิสระจากอำนาจของรัฐ แต่ผู้เขียนมีความเห็นว่าอุดมการณ์ของกบฏผู้มีบุญนั้นต้องการระบบการปกครองแบบใหม่ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบใหม่ ที่ไม่ต้องการขึ้นตรงต่อรัฐเลย และหากมองในแง่สังคมศาสตร์ที่อำนาจการปกครองได้ถูกรัฐควบคุมไว้นั้น กบฏผู้มีบุญไม่สามารถที่จะเป็นอิสระจากรัฐได้อย่างแน่นอน (ตามกฎเกณฑ์การพัฒนาการของสังคมมนุษย์นั้น ตราบใดที่ไม่ทำลายรัฐลงไปให้หมดสิ้นเสียก่อน รัฐที่เข้มแข็งก็จะใช้กลไกมาทำลาย ครอบงำและปกครองอย่างนั้นสืบไป) หากทว่าไม่ร่วมกันถอดรื้อระบบแบบเก่าให้คลายตัวลงทั้งหมดเสียก่อน ส่วนทิศทางในการอยู่ร่วมกันของกบฏผู้มีบุญนั้นอาจจะไม่ใช่ระบบสังคมนิยมแบบชาวบ้านเสียทีเดียวด้วยซ้ำ แต่อาจเป็นระบบหมู่บ้านแบบใหม่หรือระบบหมู่บ้านแบบปิด ที่มีการจัดระเบียบในเรื่องต่างๆ เช่น ในเรื่องของทรัพยากรชุมชน สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ที่เป็นปัจจัยหลักในการหล่อเลี้ยงคนในหมู่บ้านหรือในชุมชน โดยมีข้อตกลงร่วมกันของมติหมู่บ้านว่าอันไหนควรทำได้อันไหนไม่ควรทำ ซึ่งอาจจะมีการจัดระเบียบหมู่บ้านที่ไม่เหมือนกรณีของขบถนายศิลา วงศ์สิน (พ.ศ.2502) เพราะสภาพสังคมโดยรวมของหมู่บ้านนั้นย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยอย่างแน่นอน หากหมู่บ้านไม่เข้มแข็งพอที่จะมีแรงต้านทานกระแสของสังคมที่พัฒนาในเชิงวัตถุ

ส่วนในด้านการจัดองค์กรนั้น รูปแบบโครงสร้างการจัดองค์กรของกบฏผู้มีบุญ เป็นไปแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องมีสัตยาบันหรือโองการแช่งน้ำใดๆ เพียงแต่ศรัทธาต่อความเชื่อในอุดมการณ์พระศรีอาริย์ ก็มาเข้าร่วมกับฝ่ายกบฏผู้มีบุญได้เลย โดยผู้ที่ชวนกันมาเข้าร่วมนั้นจะรู้จักมักคุ้นกันแบบพี่น้องหรือเครือญาติ และไม่มีระเบียบแบบแผนอะไรมากมายนัก

ส่วนในด้านการนำหรือผู้นำ รวมทั้งการตัดสินใจนั้น ถือว่ามีการรวมศูนย์ไว้ที่ฝ่ายหัวหน้าของกบฏผู้มีบุญ และผู้ที่เข้าร่วมในขบวนการส่วนใหญ่นั้นเป็นชาวบ้าน ชาวนา ชาวไร่ กำลังพลที่มีอยู่นั้นถือว่าไม่แน่นอนเพราะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของชาวบ้าน และนอกจากนี้ยังขาดองค์ความรู้ทางยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และไม่ได้ผ่านการฝึกฝนให้ใช้อาวุธ ส่วนอาวุธที่ใช้ก็เป็นแบบหาได้เท่าที่จะมีกัน ดังนั้นถ้ามองในแง่การต่อสู้ของกบฏผู้มีบุญ ถือว่าอยู่ในฐานะเสียเปรียบอย่างมากเมื่อเทียบกับกำลังของฝ่ายรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์

ส่วนในด้านสภาพทางสังคมหรือภูมิศาสตร์ ในระยะเวลาก่อนเกิดการเคลื่อนไหวของกบฏผู้มีบุญนั้น พบว่าเขตมณฑลอิสานประสบปัญหาฝนแล้งติดต่อกัน 2-3 ปี ชาวบ้านทำนาไม่พอกิน

(และบางหมู่บ้านยังได้อพยพไปอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ในเขตของนครเวียงจันทร์และนครจำปาศักดิ์ ซึ่งเมื่อก่อนถือนั้นว่าเป็นประเทศราชของสยามในยุครัชกาลที่ 3 และสงครามสยาม-ลาว ในปีพ.ศ.2370 ที่เรียกกันว่า ศึกเจ้าอนุวงศ์” ผู้ปกครองเวียงจันทร์และจำปาศักดิ์ ที่พยายามปลดปล่อยตัวเองออกจากอำนาจการปกครองของสยามประเทศ และต้องการเข้าครอบครองที่ราบสูงโคราชทั้งหมดคืน ได้ยุติลงด้วยการพ่ายแพ้ ของกษัตริย์ราชวงศ์ลาว และถือได้ว่าเป็นการสิ้นสุดอำนาจของอาณาจักรเวียงจันทร์ ส่วนทางสยามเองก็ได้กวาดต้อนเชลยลาว เอามาไว้เลี้ยงม้าเลี้ยงช้าง และให้ตั้งรกรากอยู่ในแถบฝั่งธนบุรีและเขตบางบอนในยุคนั้น อันเป็นที่มาส่วนหนึ่งของเพลงลาวแพนที่เชลยลาวได้เขียนบรรยายถึงสภาพชีวิตอันลำบากของตัวเอง และยังมีการนำมาร้องกันอยู่ในปัจจุบันนี้ และเมื่ออิทธิพลของจักรวรรดินิยมตะวันตกเริ่มคุกคามแผ่อิทธิพลเข้ามาในดินแดนที่เป็นเขมร ลาว ญวน จะพบว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ของไทยได้เข้าไปแทรกแซงการปกครองหัวเมืองลาวโดยตรงมากยิ่งขึ้น เริ่มจากปีพ.ศ.2434 และต่อมาในปีพ.ศ.2437 หลังการเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสแล้ว รัฐสยามก็ได้เริ่มจัดการปกครองในระบอบเทศาภิบาล มีการตั้งมณฑลเทศาภิบาลต่างๆขึ้นมา ทั้งนี้เพื่อรวมอาณาเขตทั้งหมดให้เข้ามาอยู่ในรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ ดังที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯได้อธิบายไว้ใน หนังสือเรื่องนิทานโบราณคดีพระนคร ซึ่งตรงจุดนี้อาจจะค่อนข้างนอกเรื่องแต่ผู้เขียนอยากนำข้อมูลมาเสนอให้เห็นถึงการเชื่อมโยงของปัจจัยปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเกิดขึ้นของกบฏผู้มีบุญ ซึ่งอาจเป็นเพียงปัจจัยภายนอกเท่านั้น)

ส่วนในบางพื้นที่ก็หาของป่าเลี้ยงชีพไปตามมีตามเกิด ในขณะเดียวกันก็ต้องรับภาระเสียภาษีให้กับรัฐด้วย นอกจากนี้ยังประสบปัญหาข้าวยากหมากแพงก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนมีคำกล่าวที่ติดปากของชาวบ้านอิสานว่า ข้าวบาท บ้องขวาน” ซึ่งหมายความว่า ในยามที่ประสบปัญหาความอดอยากเนื่องจากการทำนาไม่ได้ผลนั้น ชาวบ้านต้องหาซื้อข้าวในราคาแพง คือใช้บ้องขวานตวงข้าวในอัตราส่วน ข้าว 1 บ้องต่อราคา 1 บาท ซึ่งได้ข้าวเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นเอง ขณะเดียวกันหน่วยงานราชการในยุคนั้น ก็ยังไม่เปิดให้มีการเรียกร้องหรือร้องเรียนในเรื่องปัญหาต่างๆอย่างชัดเจน และในบางหมู่บ้านที่ปลูกพืชผักได้ก็จะหาบพริก หาบผัก หาบเกลือ เอาไปแลกเปลี่ยนเป็นข้าว บางครั้งก็มีลูกเต้าติดสอยห้อยตามไปหาบข้าวด้วย บ้างไปขอข้าวที่หมู่บ้านนั้น หมู่บ้านนี้ด้วย อย่างยากลำบาก ส่วนรัฐสยามเองก็หาได้บำบัดทุกข์บำรุงสุขอย่างที่ควรเป็นไม่ ตรงกันข้ามกลับมุ่งพัฒนาประเทศให้เทียบเคียงอารยะธรรมตะวันตก มาโดยตลอด ที่เห็นได้ชัดเจนก็นับตั้งแต่ พ.ศ. 2398 ที่ไทยได้ทำสนธิสัญญาเบาริ่ง (The Bowring Treaty) 
กล่าวโดยสรุป กบฎผู้มีบุญภาคอิสานนั้นถือว่าเป็นขบวนการกบฏของชาวนา และถือเป็นขบวนการลุกขึ้นสู้ของผู้ถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบอย่างชัดเจน เพราะเป้าหมายหลักของกบฎผู้มีบุญภาคอิสานคือ ต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมเดิมที่มีอยู่อย่างไม่เป็นธรรมไปสู่สังคมที่ดีกว่า และที่นำเสนอมาข้างต้นนี้ถือว่าเป็น กรณีศึกษาในขบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมต่อรัฐสยามในอดีตที่มีความเป็นมาอย่างน่าสนใจ และผู้เขียนหวังว่าบทความชิ้นนี้น่าจะเกิดการแลกเปลี่ยนที่แตกขยายออกไปสู่วงกว้างมากขึ้น และเป็นอีกด้านหนึ่งที่อยากให้รัฐไทยทบทวนการก่อสงครามกับประชาชนในนามของการพัฒนา ซึ่งหากเราไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของสังคมที่เราอาศัยอยู่ แล้วเราจะกำหนดแนวทางไปสู่อนาคตที่ดีกว่าได้อย่างไรเล่า เพราะประวัติศาตร์ของผู้ที่ชนะย่อมแตก

จากสนามบิน สนามม้า สนามฟุตบอล สู่ โรงพยาบาล

เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของพื้นที่ที่กำลังสร้างโรงพยาบาล ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม แห่งนี้ ในอดีตเคยใช้เป็นสถานที่ต่างๆ คือ
 สนามบินมหาสารคาม แห่งแรก เริ่มสร้างในก่อนปี พ.ศ.2465   มีเอกสารที่ค้นได้คือราชกิจจานุเบกษา  "คำแถลงการณ์ของกรมเสนาธิการทหารบก เรื่อง สนามบินสำหรับจังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดมหาสารคาม"
แจ้งความ ณ วันที่  24  มิ.ย. 2465  (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 39  หน้า  902 - 903  วันที่ 2 ก.ค. 2465 )   ว่าทางกระทรวงกลาโหมได้รับสนามบินเอาไว้ใช้ในราชการเรียบร้อยแล้ว
แต่สนามบินมหาสารคามแทบจะไม่มีการใช้งานเลย  ผมค้นหาดู ไม่พบว่าเคยมีไปรษณีย์อากาศ หรือ บ.เมล์ ไปลง  ซึ่งน่าจะเกิดจากจังหวัดมหาสารคามอยู่ติดกับจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นที่ตั้งมณฑลเทศาภิบาล
คือมณฑลร้อยเอ็ด ซึ่งน่าจะใช้สนามบินประจำจังหวัดร้อยเอ็ด  หรือสนามบินรอบเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นสนามบินหลักมากกว่า เพราะระยะทางระหว่างสนามบินทั้ง 2 จังหวัด  อยู่ห่างกันเพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น

หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สนามบินมหาสารคามเก่า ก็ได้ถูกทิ้งให้รกร้าง เนื่องจากกองทัพอากาศได้สร้างสนามบินแห่งใหม่ที่ตำบลแวงน่าง เพราะพื้นที่เก่าคับแคบ อยู่ในตัวเมือง   
มีการใช้พื้นที่สนามบินมหาสารคามเก่าทำเป็นสนามม้าอยู่ระยะเวลาหนึ่ง  จนถึงปี พ.ศ. 2515  ทางวิทยาลัยวิชาการมหาสารคาม  ซึ่งอยู่ฝั่งทิศใต้ของสนามบิน  (วิทยาลัย ฯ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2511)
ได้มีการขยายหลักสูตร และต้องการใช้พื้นที่เพิ่มในการสร้างอาคารเรียนของคณะต่างๆ  จึงขอใช้พื้นที่ฝั่งตรงข้ามวิทยาลัย คือพื้นที่สนามบินเก่าเป็นที่สร้างอาคาร ทางกองทัพอากาศจึงได้โอนพื้นที่
ราชพัสดุสนามบินเก่าทั้งสิ้น 197 ไร่ให้  ต่อมาวิทยาลัยฯ ได้ขยายหลักสูตร และยกขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรจน์  วิทยาเขตมหาสารคาม  และเป็น มหาวิทยาลัยมหาสารคามในปัจจุบัน
-                   พ.ศ. ๒๔๖๕ เปิดใช้สนามบินขนาดเล็ก ที่สนามบินหนองข่า (บริเวณสวนสาธารณะหนองข่าถึงพื้นที่ที่สร้างโรงพยาบาล)
-                   พ.ศ. ๒๕๐๐ มีสนามม้า ปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่ถนนมหาสารคาม วาปีปทุม ในปีพ.ศ. ๒๕๑๔
-                   พ.ศ. ๒๕๑๑ ใช้เป็นสนามกีฬา วิทยาลัยวิชาการศึกษา มหาสารคาม
-                   พ.ศ.๒๕๑๗ ใช้เป็นสนามกีฬา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม 
-                   พ.ศ. ๒๕๓๖ ใช้เป็นสถานที่พระราชทานเพลิงสรีระพระอริยานุวัตร วัดมหาชัย
-                   พ.ศ. ๒๕๓๗ ใช้เป็นสนามกีฬาของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
-                   พ.ศ. ๒๕๕๓ ใช้เป็นสถานที่สร้างโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
เรื่องราวที่มากมายในพื้นที่แห่งนี้ คงอยู่ในความทรงจำของใครหลายๆคน ที่เคยไปดูเครื่องบิน ไปขี่ม้า ไปเล่นกีฬา แต่อีกไม่กี่วันพื้นที่ตรงนี้กำลังจะกลายเป็นโรงพยาบาล

พัฒนาการเมืองมหาสารคาม

ก่อนปีพุทธศักราช ๑,๑๐๐ ได้เริ่งปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยของคนในแถบนี้ เช่น ร่องรอยทางโบราณคดี ที่เขตทุ่งกุลา   คนทุ่งกุลาร้องไห้ในอดีต แตกต่างจากกลุ่มวัฒนธรรมอื่นๆ ในเรื่องการฝังศพที่มีการนำกระดูกคนตายใส่ลงไปในภาชนะดินเผาแล้วฝังอีกครั้งหนึ่งเรียกกันว่า การฝังศพครั้งที่ ๒ (Secondary Burial)
          นอกจากความพิเศษและความเป็นลักษณะเฉพาะในเรื่องประเพณีการฝังศพแล้ว ยังมีลักษณะของภาชนะดินเผาที่แตกต่างจากกลุ่มวัฒนธรรมอื่น คือ ภาชนะเนื้อดินสีนวลขาว และภาชนะดินเผาที่เรียกว่า แบบร้อยเอ็ด โดยการตกแต่งผิวด้านนอกด้วยลายเชือกทาบ จากนั้นทำให้เรียบ แล้วเขียนด้วยสีแดงทับ
          การประกอบพิธีกรรมการฝังศพในภาชนะดินเผา ( Burial Jar ) ลักษณะดังกล่าว นอกจากจะพบแพร่กระจายในวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว ยังปรากฏในชุมชนโบราณทั้งในเอเชียภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ เช่น อินเดีย จีน ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และภาคพื้นหมู่เกาะ อันได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และแถบตะวันออกไกล เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ปัจจุบันยังสรุปไม่ได้ว่าประเพณีการฝังศพในลักษณะนี้เริ่มขึ้นเมื่อใด หรือแม้แต่การแลกรับวัฒนธรรมประเพณีเริ่มต้นที่กลุ่มชนใดในภูมิภาคนี้
          นอกจากภาชนะดินเผาแล้ว วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้ยังปรากฏประเพณีการฝังศพที่มีการนำกระดูกคนตายใส่ลงไปในภาชนะดินเผา และฝังอีกครั้งหนึ่ง เรียกรูปแบบนี้ว่า ประเพณีการฝังศพครั้งที่ ๒ แบบแผนการฝังศพจะปรากฏมากมายหลายรูปแบบ เช่น ภาชนะบรรจุกระดูกทรงไข่ ทรงกลม และทรงกระบอก       ซึ่งล้วนแล้วแต่จะมีฝาปิดเป็นทรงอ่าง ทรงชามขนาดใหญ่(คล้ายกระทะ) และฝาปิดเป็นแผ่นดินเผา ทรงกลม มีหูหรือด้ามจับ จะพบว่ามีการฝังรวมกันเป็นกลุ่ม ทั้งการวางภาชนะในแนวนอนและตั้งฉากกับพื้น สำหรับการฝังโดยวางภาชนะในแนวนอนนั้นจะพบการวางภาชนะเรียงต่อกันเป็นแถว(ส่วนปากภาชนะจะต่อกับส่วนก้นของภาชนะดินเผาอีกใบหนึ่ง) และแบบพิเศษที่นำภาชนะทรงกระบอกขนาดใหญ่ ๒ ใบ มีลักษณะส่วนปากประกบกันมองดูคล้ายกับ แคปซูล1
          ช่วงเวลาที่มีการแพร่กระจายของกลุ่มวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้อย่างหนาแน่นนั้น น่าจะจัดอยู่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย มีอายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปีเป็นต้นมา จนกระทั่งปรากฏการรับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร ซึ่งมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ๑๘ ซึ่งคนในเขตจังหวัดมหาสารคามในอดีต ก็อยู่ในโซนทุ่งกุลา จึงน่าจะมีวัฒนธรรมร่วมกันกับกลุ่มคนในอดีต
                นอกจากนี้วัฒนธรรมการฝังศพครั้งที่ ๒ ยังพบได้ที่บ้านเชียงเหียน ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งได้มีการขุดค้นพบซากไหที่บรรจุโครงกระดูก  ในบริเวณบ้านเชียงเหียน ซึ่งคาดว่า อายุราว ๒,๐๐๐ ปี
                จากการขุดพบซากไห แคปซูล ในท้องที่ที่เป็นรอยต่อเขตเมืองมหาสารคาม หรือในเขตเมืองมหาสารคาม ล้านแสดงให้เห็นว่าก่อนหน้าที่มีการตั้งเมือง โดยพระเจริญราชเดช (ท้าวกวด) พื้นที่เมืองมหาสารคามนี้ มีคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวก่อนแล้ว จนกระทั้งได้รับวัฒนธรรมทวารวดี จากภาคกลางของไทย ทำให้ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่อีสาน รวมทั้งที่มหาสารคามด้วย เริ่มพัฒนาบ้านเมืองของตัวเอง โดยมีการทำคูน้ำคันดินล้อมรอบ และมีการนับถือพระพุทธศานา เช่น ร่องรอยคูน้ำคันดินที่บ้านเชียงเหียน เมืองกันทรวิชัย และเมืองจำปาศรี เป็นต้น
                หลังปี พ.ศ. ๑,๕๐๐ เป็นต้นมา วัฒนธรรมทวารวดีเริ่มเสื่อมลงไป เนื่องจากการขยายอิทธิพลของวัฒนธรรมขอมเขมร และได้แผ่อิทธิพลทางวัฒนธรรมเข้ามาผ่านความเชื่อ คือ มีการสร้างปราสาทหรือกู่ ที่เรียกว่า อโรคยาศาล หรือสถานที่ที่รักษาพยาบาล ตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งมีความเชื่อว่า ต้องช่วยคนเพื่อบำเพ็ญเพียรเป็นพระโพธิสัตว์และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอานาคต  รวมทั้งในช่วงนี้ยังมีการสร้างปราสาทหรือกู่ เพื่อถวายแก่เทพตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ฮินดูด้วย จากหลังถานที่พบในจังหวัดมหาสารคามเช่น กู่บ้านเขาว กู่แก้ว กูสันตรัตน์ ศาลานางขาว เป็นต้น
                ต่อมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๘ ได้มีสารตราจากทางราชสำนักกรุงเทพฯ มาถึงเมืองร้อยเอ็ด ให้สถาปนาบ้านกุดยางใหญ่ให้เป็นเมืองมหาสารคาม โดยมีท้าวกวดเป็นผู้นำไพร่พลมาตั้งเมืองมหาสารคาม แต่ก่อนหน้าที่จะตั้งเมืองมหาสารคามนั้น ดินแดนแถบนี้อยู่ในความดูแลของเมืองต่างๆ เช่น เมืองกาฬสินธุ์ เมืองร้อยเอ็ด เมืองสุวรรณภูมิ เป็นต้น ในช่วงนี้ บทบาทของราชสำนักกรุงเทพฯ ยังไม่มีมากนัก มีเพียงการเก็บส่วยเท่านั้น ซึ่งส่วยที่เจ้าเมืองมหาสารคามต้องส่ง คือ เร่ว หรือภาษาอีสานเรียกว่า หมากแหน่ง โดยจะคิดเป็น ๑ หาบ ต่อ ชายฉกรรจ์ ๑๒ คน (อ้างตามปี พ.ศ. ๒๓๙๓ งานเขียนของอาจารย์ธีรชัย บุญมาธรรม เรื่อง พัฒนาการของเมืองมหาสารคาม ช่วงเจ้าเมืองเป็นคนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๔๐๘ ๒๔๕๕ ) และทางราชสำนักกรุงเทพฯก็จะให้ความคุ้มครองเมืองที่ส่งส่วยไม่ให้ถูกรุกราน
               

ในช่วง พ.ศ. ๒๔๐๔ ๒๔๕๕ นี้ กลุ่มคนที่ปกครองเมืองมหาสารคามจะเป็นเจ้าเมืองที่มาจากคนท้องถิ่น แต่เนื่องจากเจ้าเมืองมักจะเก็บส่วยจากประชาชนมากเกินที่กรุงเทพฯกำหนด เพื่อสะสมทรัยพ์ของตัวเอง หลังจากปี พ.ศ. ๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงจัดตั้งการปกครองแบบหม่ ที่เรียกว่า การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล และเปลี่ยนการปกครองเมืองมหาสารคามและเมืองต่างๆ ที่ปกครองแบบล้านช้าง คือ เปลี่ยน เจ้าเมือง เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด , อุปฮาช เป็น ปลัดเมือง , ราชวงษ์ ยกกระบัตร เป็น, ราชบุตร เป็น ผู้ช่วยราชการจึงมีการส่งข้าหลวงเข้ามาปกครอง โดยข้าหลวงคนแรกที่เข้ามาปกครองเมืองมหาสารคาม คือ หม่อมเจ้านพมาศ นวรัตน์ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ และหลังจากนั้นบทบาทของเจ้าเมืองท้องถิ่นก็ได้ลดลงไป
                                                               
1ธีรชัย บุญมาธรรม . พัฒนาการของเมืองมหาสารคาม ช่วงเจ้าเมืองเป็นคนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๔๐๔ ๒๔๕๕ .           มหาสารคาม ; อภิชาติการพิมพ์ , ๒๕๕๔ .
ศิลปากร, กรม. รายงานเบื้องต้นการสำรวจแหล่งโบราณคดีในทุ่งกุลาร้องไห้ (เล่ม ๑ ๒), พ.ศ.๒๕๔๔
ศิลปากร, กรม .นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ พิมพ์ครั้งที่ ๑ กรุงเทพมหานคร : 
บริษัท อทรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๐.
สุจิตต์ วงษ์เทศ . มหาสารคามมาจากไหน . กรุงเทพ ; โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ๒๕๕๓ .